บทความทั้งหมด

Gouri

Gouri คืออะไร ? ช่วยเรื่องอะไรบ้าง เหมาะกับใคร ?

Categories
mesotherapy
Gouri

Gouri เทรนด์งานผิวมาแรง

Gouri เหมาะกับใคร ? ช่วยอะไรบ้าง ? กี่วันเห็นผล ? ราคาเท่าไหร่ ?

เมื่ออายุมากขึ้น คอลลาเจนที่เคยมีตามธรรมชาติจะค่อย ๆ ลดน้อยลง ทำให้เกิดปัญหาผิว เช่น ริ้วรอย ความหย่อนคล้อย ผิวหมองคล้ำ แต่ปัจจุบันสามารถจะกระตุ้นคอลลาเจน ส่วนประกอบสำคัญของโครงสร้างผิวได้ด้วยการฉีด Gouri สารกระตุ้นคอลลาเจน หัตถการงานผิวตัวดัง ที่หมอจะมาแนะนำให้รู้จักกันครับ

Gouri กระตุ้นคอลลาเจน

สารบัญ Gouri


Gouri คืออะไร ?

Gouri คือ สารกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิว หรือที่เรียกว่า Collagen Stimulator ผลิตด้วยเทคโนโลยี CESABP (Collagenesis-Enabled Solubilized Active and Biodegradable Polymer Technology) โดยเป็นสารที่มาในรูปแบบของเหลว 100% (Liquid Form)

เมื่อฉีดเข้าสู่ใต้ชั้นผิวจะกระตุ้นการทำงานของไฟโบรบลาสต์ สร้างเส้นใยคอลลาเจน (Collagen) และอิลาสติน (Elastin) ช่วยฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาดูอ่อนเยาว์ ผลิตโดย บริษัท Dexlevo Inc. ประเทศเกาหลี นำเข้าโดยบริษัท อีเด็นคัลเลอร์ (ประเทศไทย) จำกัด


Gouri ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ?

gouri ช่วยเรื่องอะไรบ้าง

Gouri สามารถแก้ปัญหาผิวได้หลากหลาย ทั้งเรื่องริ้วรอย ความหย่อนคล้อย และปรับปรุงสภาพผิว

  • ฟื้นฟูผิวจากภายในสู่ภายนอก
  • กระตุ้นคอลลาเจนในชั้นผิว
  • ผิวแน่น กระชับ ยืดหยุ่น เต่งตึง แข็งแรง
  • ริ้วรอยดูตื้นขึ้น
  • ใบหน้ากระจ่างใส ชุ่มชื้น อิ่มฟู
  • หน้าไม่โทรม ผิวดูอ่อนเยาว์

Gouri มีส่วนผสมของอะไรบ้าง ?

ส่วนผสมหลักของ Gouri เป็นโพลิคาโปรแลคโตน (Polycaprolactone : PCL) ซึ่งถ้าพูดถึง PCL หลายคนจะนึกถึงการร้อยไหม เพราะ PCL คือ ประเภทของเส้นไหมละลายที่ใช้ในทางการแพทย์ แต่สำหรับ Gouri ได้ผ่านเทคโนโลยี CESABP ทำให้ได้ PCL ชนิดเหลว หรือ Liquid PCL สำหรับฉีด โดยมีความเข้มข้นของ PCL ถึง 21%


Gouri มีกระบวนการทำงานอย่างไร ?

หลังฉีด Gouri จะกระจายตัวทั่วทั้งใบหน้า และออกฤทธิ์ให้เกิดการเสริมสร้างคอลลาเจน (Collagenesis) ของผิวตามธรรมชาติ ส่งผลให้ผิวที่เสื่อมสภาพตามวัยดีขึ้น ผิวดูอ่อนเยาว์ขึ้น โดยผลลัพธ์จะค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ตามคอลลาเจนใหม่ที่สร้างขึ้น

ด้านล่างเป็นภาพแสดงคอลลาเจนในชั้นผิวหนังที่ก่อตัวแน่นและเพิ่มขึ้น หลังจากฉีด Gouri ตั้งแต่สัปดาห์แรกไปจนถึงสัปดาห์ที่ 6 ซึ่งชี้ให้เห็นว่าชั้นผิวดูหนาและยืดหยุ่นขึ้น เป็นผลมาจากการเสริมสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่นั่นเองครับ

กระบวนการทำงาน Gouri

สารกระตุ้นคอลลาเจนคืออะไร ดีอย่างไร ?

สารกระตุ้นคอลลาเจน คือ สารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อทดแทนคอลลาเจนเดิมที่สูญเสียไปตามอายุที่มากขึ้น ข้อดีหลัก ๆ คือช่วยฟื้นฟูผิวจากปัญหาผิวได้หลากหลายประการ

ปัจจุบันการฉีดสารกระตุ้นคอลลาเจนกำลังได้รับความนิยม สอดคล้องกับเทรนด์งานผิวที่กำลังมาแรง จึงมีผลิตภัณฑ์ในกลุ่มสารกระตุ้นคอลลาเจนผลิตออกมามีหลายยี่ห้อครับ ซึ่งจะแตกต่างกันที่ส่วนผสม เช่น PCL (Polycaprolactone) ใน Gouri, PLLA (Poly-L-Lactic acid) ใน Sculptra, CaHA microsphere ใน Radiesse

รวม Collagen Stimulator หัตถการงานผิวปี 2026

ในส่วนของ Gouri เป็นหัตถการที่ทำแล้วคนไข้บอกว่าเหมือนได้ผิวใหม่ ผิวดีขึ้น ด้วย 4 จุดเด่นหลัก ๆ คือ

  1. บำรุงผิวจากภายใน กระตุ้นที่เซลล์ให้สร้างคอลลาเจนใหม่ มาทดแทนคอลลาเจนที่สูญเสียไป
  2. ฟื้นฟูผิวระยะยาว ผลลัพธ์อยู่ได้นานถึง 1 ปี (เมื่อฉีดครบ 3 ครั้ง) ทำให้ผิวได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง
  3. ใช้เวลาในการทำไม่นาน และเริ่มเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์
  4. เจ็บตัวน้อย ไม่อันตราย ช่วยปรับปรุงคุณภาพผิวโดยรวม ตั้งแต่ Texture ของผิวหน้าไปจนถึงความกระจ่างใส

Gouri ผ่านการรับรองไหม ?

Gouri ผ่าน CE Approved จากหลายประเทศ และจดทะเบียนเป็นเครื่องมือแพทย์แบบฉีดอย่างถูกต้อง โดยผ่านการรับรองจากอย.ไทยเรียบร้อยแล้ว


Gouri ดีอย่างไร ?

  • จดทะเบียนเป็นเครื่องมือแพทย์อย่างถูกต้อง
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่
  • ฟื้นฟูร่องลึกให้ดูจางลง ผิวอ่อนวัยขึ้น
  • ผิวแน่นแข็งแรง กระชับ หน้าใส อิ่มฟู
  • ปลอดภัย ไม่ทำลายเนื้อเยื่อ ไม่อุดตันเส้นเลือด
  • ไม่ต้องฉีดหลายจุด
  • เริ่มเห็นผลที่ 1 สัปดาห์-1 เดือน
  • คงผลลัพธ์อยู่ได้นานสุด 1 ปี

ฉีด Gouri เห็นผล 100% ไหม ?

หลังฉีด Gouri เห็นผลได้ 100% ครับ แต่ต้องรอให้ตัวยาออกฤทธิ์ให้เกิดการเสริมสร้างคอลลาเจน ซึ่งจะเริ่มเห็นผลได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีด ภายในสัปดาห์-1 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของคนไข้ด้วยครับ

ในเคสที่ฉีดไปแล้วยังไม่เห็นผลอาจจะต้องรอตามระยะเวลา หรือเคสที่ผิวมีปัญหามาก ๆ หมอแนะนำให้ฉีดต่อเนื่องในช่วงแรก โดยฉีดเดือนละครั้ง ติดต่อกัน 3 เดือน ผลลัพธ์ก็จะชัดเจนขึ้น ถ้าฉีดแล้วไม่เห็นผลเลย แสดงว่าฉีดยาหิ้ว ยาเถื่อน หรือยาปลอมครับ


Gouri เหมาะ-ไม่เหมาะกับใคร ?

Gouri เหมาะกับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวจากภายใน และกระตุ้นคอลลาเจนให้ผิวมีสุขภาพดี หมอจะประเมินปัญหาและสภาพผิวของคนไข้ก่อนครับ เคสที่มีโรคประจำตัว ควรแจ้งให้หมอทราบก่อน เพราะมีข้อห้ามในบางกลุ่มที่ไม่เหมาะกับการฉีด Gouri ครับ

Gouri เหมาะกับใคร ?

Gouri เหมาะกับปัญหาผิวแบบไหน_
  • ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยแห่งวัย เช่น ริ้วรอยหางตา ริ้วรอยตีนกา ริ้วรอยร่องมุมปาก ริ้วรอยเล็ก ๆ บนใบหน้า
  • ผู้ที่มีผิวหมองคล้ำ ขาดการบำรุง หน้าดูโทรม ไม่สดใส
  • ผู้ที่มีใบหน้าหย่อนคล้อย ต้องการฟื้นฟูผิวให้ยืดหยุ่น กระชับ กลับมาดูอ่อนเยาว์
  • ผู้ที่อายุ 18 ปีขึ้นไป ต้องการเสริมคอลลาเจน เพื่อป้องกันการเกิดริ้วรอยให้อนาคต
  • ผู้ที่มีปัญหาผิวแห้งเสีย ผิวขาดน้ำ รูขุมขนกว้าง

Gouri ไม่เหมาะกับใคร ?

  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้ PCL
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น คนไข้กลุ่มโรค SLE หรือคนไข้ที่รับประทานยากดภูมิเป็นประจำ
  • ผู้ที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDS (หากต้องการฉีด Gouri ควรงดยาอย่างน้อย 1 สัปดาห์ และปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนฉีด)

Gouri ต่างจากหัตถการอื่น ๆ อย่างไร ?

Gouri จัดอยู่ในกลุ่มหัตถการงานผิว ในกลุ่มนี้ยังมีอีกหลายผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีความแตกต่างกันในแง่ส่วนผสม เทคนิคการฉีด ระยะเวลาเห็นผล และยังเหมาะกับปัญหาและสภาพผิวที่แตกต่างกัน

Gouri กับ ฟิลเลอร์

กูรี่เป็นของเหลว (Liquid PCL) ซึ่งเป็น Non Crosslinked ช่วยปรับสภาพผิวให้มีความแข็งแรง ยืดหยุ่นดีขึ้น ในขณะที่ฟิลเลอร์เป็นเนื้อเจล (Gel) หรือ Crosslinked HA จุดประสงค์หลัก คือ ใช้เติมเต็มใต้ชั้นผิวหรือปรับรูปหน้าครับ

Gouri กับ เมโสหน้าใส

Gouri มีประสิทธิภาพในการกระตุ้นคอลลาเจน และอยู่ได้นาน เพราะมีกระบวนการทำงานโดยแทรกซึมเข้าไปในชั้นใต้ผิว ฉีดเพียง 2-4 จุดเท่านั้น ตัวยาสามารถกระจายได้ทั่วใบหน้า

ส่วนเมโสหน้าใสจะใช้เทคนิคฉีด 16 จุด เพื่อให้ตัวยากระจายทั่วใบหน้า ตัวยาเป็นวิตามินและสารบำรุงจากธรรมชาติ เน้นบำรุงผิวขาวใส ลดสิว ฝ้า กระ มีให้เลือกหลายสูตร เช่น มาเด้คอลลาเจน, Tensonez, Filorga / Revs, Alpha arbutin และ Neo-Glutanex Glow

Gouri กับ Rejuran

PN หรือสารโพลีนิวคลีโอไทด์ (Polynucleotide) ใน Rejuran ช่วยเรื่องผิวใส ฉ่ำวาว หรือที่นิยมเรียกกันว่าผิวกระจก (Glass Skin) จัดอยู่ในกลุ่มเมโสหน้าใส (Mesotherapy) แต่กูรี่อยู่ในกลุ่ม Collagen Simulator ที่ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนใต้ชั้นผิวอย่างมีประสิทธิภาพ จึงให้ผลลัพธ์ที่นานกว่า

Gouri กับ Sculptra

Sculptra หลัก ๆ แล้ว จะช่วยเรื่องกระตุ้นคอลลาเจน ฟื้นฟูผิวชั้นลึก ลดริ้วรอยร่องลึกให้จางลง และยังช่วยให้ผิวชุ่มชื้น กระจ่างใส ส่วน Gouri สามารถช่วยกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวได้เหมือนกัน และยังช่วยในเรื่องเพิ่มความยืดหยุ่น ผิวอิ่มฟูกระชับ ลดริ้วรอยและรูขุมขนครับ

Sculptra VS Gouri เหมือนหรือต่างกันอย่างไร ?

Gouri กับ โบท็อกซ์

Gouri ช่วยเติมเต็มริ้วรอยด้วยการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ ในขณะที่โบท็อกซ์เป็นสารโบทูลินัม ท็อกซิน เอ (Botulinum Toxin Type A) ที่สกัดจากแบคทีเรียที่มีชื่อว่า คลอสตริเดียม โบทูลินัม เมื่อฉีดไปแล้วจะช่วยลดการขยับของกล้ามเนื้อ จึงช่วยลดริ้วรอยได้

Gouri กับ เครื่องมือยกกระชับ

  • Gouri กับ Hifu Ultraformer III / Ulthera

Hifu Ultraformer III / Ulthera ทำงานโดยยิงคลื่นอัลตราซาวด์ความถี่สูงลงไปใต้ชั้นผิว SMAS หรือชั้นยกผิว ช่วยแก้ปัญหาความหย่อนคล้อยและริ้วรอย โดยเฉพาะผู้ที่มีแก้มตก อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นคอลลาเจน โดยจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจนใน 2-3 เดือน ส่วนกูรี่เป็นการฉีดสาร PCL เพื่อกระตุ้นคอลลาเจนชั้นผิวหนังแท้ เริ่มเห็นผลลัพธ์ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 1 หลังการฉีด

  • Gouri กับ Thermage FLX

Thermage FLX เทคโนโลยีคลื่นวิทยุ ยกกระชับผิวและลดริ้วรอยด้วยการกระตุ้นคอลลาเจน เห็นผลลัพธ์ชัดเจนในช่วง 2-3 เดือน ขณะที่กูรี่เป็นการกระตุ้นคอลลาเจนเช่นเดียวกันกัน โดยจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 1 หลังการฉีด แต่ถ้าเทียบระยะเวลาคงผลลัพธ์ Thermage จะอยู่ได้นานกว่าครับ

หมออาจพิจารณาให้ฉีด Gouri ร่วมกับเครื่องมือยกกระชับ หากคนไข้มีปัญหาริ้วรอยและความหย่อนคล้อยมาก เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นครับ

Gouri กับ Exosome

การทำ Exosome เป็นการนำสารชีวโมเลกุลที่สำคัญต่อผิวกว่า 1,000 ชนิด เข้าสู่ชั้นผิว เด่นในเรื่องช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ฟื้นฟูเซลล์ ผิว ลดจุดด่างดำ ฝ้า กระ รูขุมขนกว้าง หลุมสิวตื้น ๆ แต่ Gouri จะเด่นในเรื่องของการกระตุ้นคอลลาเจน ฟื้นฟูผิว ลดริ้วรอย และยกกระชับผิว เหมาะกับผู้ที่มีริ้วรอยและผิวหย่อนคล้อยครับ

Gouri กับ ร้อยไหม

การร้อยไหม จะใช้ไหมละลายทางการแพทย์ หรือไหมก้างปลาร้อยเข้าไปใต้ชั้นผิวหนัง เพื่อช่วยยกกระชับผิวหย่อนคล้อย ปรับรูปหน้าเรียว V-Shape เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีหลังทำ หรือใช้ไหมเรียบร้อยเข้าไปบริเวณที่มีริ้วรอยเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลดริ้วรอยเล็ก ๆ ครับ

ส่วน Gouri จะเป็นการฉีดสาร PCL ที่อยู่ในรูปของเหลวเข้าสู่ชั้นผิว เพื่อให้ผิวมีการสร้างคอลลาเจนมากขึ้น เน้นปรับ Skin Quality ฟื้นฟูผิวให้มีคุณภาพผิวที่ดีขึ้น ช่วยให้ผิวอิ่มฟู ยกกระชับ ไม่ได้เน้นปรับรูปหน้าเรียว


ใช้ Gouri ร่วมกับหัตถการอื่น ๆ ได้ไหม ?

หากต้องการทำหัตถการอื่นเพิ่มเติม สามารถทำได้ แต่ต้องเว้นระยะห่างที่เหมาะสม ก่อนหรือหลัง 1 เดือน

  • ถ้าหากมีแพลนจะทำ Energy Base Device หรือเครื่องมือที่ใช้ความร้อน เช่น Hifu Ultraformer III, Ulthera, Thermage FLX แนะนำว่าให้ทำก่อนที่จะฉีด Gouri
  • หากปรับรูปหน้าด้วย HA Filler, Botox, Mesotherapy แล้วให้เว้น 1 เดือน ค่อยตามด้วย Gouri แต่ถ้าฉีด Gouri ไปก่อนแล้ว ให้เว้นระยะ 1 เดือนแล้วจึงมาฉีด HA Filler, Botox, Mesotherapy (ไม่แนะนำให้ฉีดชั้นใต้ผิวหนังชั้นเดียวกับ HA Filler)

ฉีด Gouri ดีไหม คุ้มมั้ย ?

Gouri จัดอยู่ในกลุ่มหัตถการงานผิว ถ้าคนไข้มีปัญหาผิว เช่น อายุมากขึ้นแล้วหน้ามีริ้วรอย ผิวเหี่ยว หย่อนคล้อย ไม่กระชับ หน้าดูโทรม ไม่สดใส ต้องการบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น อิ่มฟู กระจ่างใสขึ้น ใช้ครีมบำรุงผิวแล้วไม่เห็นผล หรือผลช้า Gouri ช่วยจัดการปัญหาเหล่านี้ได้ครับ โดยสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวมีคุณภาพดีขึ้น ใบหน้าดูอ่อนเยาว์


ฉีด Gouri ใช้เวลานานไหม ?

ขั้นตอนการฉีด Gouri ใช้เวลาไม่นานครับ ประมาณ 15-20 นาที แต่ก่อนทำ จะมีการแปะยาชาบริเวณที่ฉีด รอให้ออกฤทธิ์ประมาณ 20-30 นาทีครับ


Gouri นิยมฉีดจุดไหน ใช้กี่ CC ?

Gouri สามารถฉีดในทุกจุดที่อยากกระตุ้นคอลลาเจน เช่น บริเวณใบหน้า ลำคอ และหลังมือ โดย 1 กล่องมีตัวยา 1 Syringe บรรจุ 1 CC ซึ่งการฉีดแต่ละครั้งจะใช้ Gouri ประมาณ 2-4 CC เพื่อให้เห็นผลลัพธ์และการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน

ตำแหน่งฉีด Gouri
ตำแหน่งฉีด Gouri

ตำแหน่งไหนไม่ควรฉีด Gouri เพราะอะไร ?

ปัจจุบัน Gouri ให้ผลลัพธ์ดีในการฉีดบริเวณใบหน้ามากที่สุด ถ้าเป็นในตำแหน่งอื่น หมอไม่แนะนำครับ เพราะยังไม่มีรายงานยืนยันผลลัพธ์และความปลอดภัยครับ


Gouri ราคาแพงไหม ?

ถ้าเทียบในกลุ่มหัตถการงานผิวด้วยกัน Gouri ถือว่าราคาไม่แพงครับ อยู่ที่ประมาณ 16,000.-/ 1 CC ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ CC ที่ฉีด โดยหมอจะประเมินปัญหา สภาพผิว อายุของคนไข้ และแนะนำปริมาณ CC ที่เหมาะสมให้ครับ


Gouri มีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร ?

ข้อดี

  • กระตุ้นคอลลาเจนใหม่ ฟื้นฟูผิวจากภายในสู่ภายนอก
  • ผิวยืดหยุ่น ริ้วรอยดูจางลง
  • ใบหน้ากระชับ เต่งตึง ดูอ่อนเยาว์
  • ไม่ต้องฉีดหลายจุด เจ็บน้อย
  • ยากระจายตัวได้ดี กระตุ้นคอลลาเจนได้กว้าง
  • มีความปลอดภัย ผ่านการรับรองจากอย.
  • อยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน
  • สลายได้เองตามธรรมชาติ ไม่ทิ้งสารตกค้าง

ข้อเสีย

  • ผลลัพธ์ไม่ถาวร สามารถฉีดซ้ำได้เพื่อคงผลลัพธ์
  • ไม่ได้เห็นผลหลังทำทันที ต้องรอ 1 สัปดาห์ขึ้นไป
  • เป็นหัตถการที่ไม่เหมาะกับผู้ที่แพ้สาร PCL

วิธีการเตรียมตัวก่อนฉีด Gouri

วิธีเตรียมตัวก่อนฉีด Gouri
  • ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น
  • รับประทานยาแก้แพ้ก่อนทำ 30 นาที
  • แปะยาชาบริเวณที่ฉีด 20-30 นาที ก่อนทำ
  • เช็ดยาชาออกด้วยสำลีแอลกอฮอล์

วิธีการดูแลตัวเองหลังฉีด Gouri

การดูแลตัวเองหลังฉีด Gouri
  • หลีกเลี่ยงการแตะ เกา การกดนวดในบริเวณที่ฉีด
  • งดการทาครีมบริเวณรอยเข็ม 24 ชั่วโมง
  • งดเครื่องเดื่มแอลกอฮอล์ และงดสูบบุหรี่ อย่างน้อย ใน 24 ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงแสงแดด งดเข้าซาวน่า หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง
  • หลีกเลี่ยงการว่ายน้ำ และออกกำลังกายหนัก ๆ ใน 1 สัปดาห์แรก
  • งดทำเลเซอร์ หรือเครื่องมือยกกระชับประเภท Energy base เช่น RF, Thermage FLX, Hifu Ultraformer III หรือ Ulthera SPT อย่างน้อย 1 เดือน

ฉีด Gouri ที่ไหนดี ?

การฉีด Gouri เหมือนกับหัตถการอื่น ๆ ครับที่ก่อนฉีดจะต้องมีการหาข้อมูลคลินิกที่จะไปฉีด ควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน แพทย์มีประสบการณ์สูง รู้เทคนิคการฉีด Gouri ใช้กูรี่ของแท้ ไม่ควรเลือกจากราคาที่ถูกเป็นหลักครับ ต้องดูทุกปัจจัยประกอบกัน

นอกจากนี้ ควรดูรีวิวจากคนไข้ที่มาใช้บริการด้วยครับ จะได้เห็นผลลัพธ์ว่าหลังทำเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้มีหลายช่องทางให้ติดตาม เลือกที่น่าเชื่อถือ เช่น Pantip หรือกลุ่มปิดในเพจที่มีคนที่เคยไปทำแล้วมารีวิวว่าคลินิกไหนดี คลินิกนี้หมอเก่ง มือเบา เพื่อประกอบการตัดสินใจ


ฉีด Gouri กี่วันเห็นผล ?

หลังฉีด Gouri เห็นผลใน 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้ผิวเกิด Neocollagenesis หรือกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะช่วยให้ผิวมีคุณภาพดีขึ้นในหลายด้านครับ เช่น

  • ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ขึ้น
  • ริ้วรอย ร่องลึกบนใบหน้าดูจางลง
  • ผิวมีความยืดหยุ่น อิ่มฟู
  • ผิวแข็งแรง แน่นกระชับมากขึ้น
  • ผิวกระจ่างใส รูขุมขนเล็กลง

Gouri ต้องฉีดกี่ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันนานไหม ?

ฉีด Gouri เห็นผลได้ตั้งแต่ครั้งแรกครับ ในช่วงแรกหมอแนะนำให้ฉีด 3 ครั้ง แต่ละครั้งเว้นระยะห่างกัน 1 เดือน เพื่อให้ผิวเกิดการกระตุ้นคอลลาเจนต่อเนื่อง กลับมาฉีดซ้ำได้อีกครับ 1-2 ครั้ง โดยฉีดห่างกัน 3-6 เดือน เพื่อรักษาผลลัพธ์และอัตราการกระตุ้นคอลลาเจน


ฉีด Gouri อยู่ได้นานไหม ?

เมื่อฉีดครบ 3 ครั้งผลลัพธ์อยู่ได้นาน 6 เดือน-1 ปี และจะค่อย ๆ สลายไปเองตามธรรมชาติ เป็นหัตถการที่ทำแล้วคุ้มค่าครับเมื่อเทียบกับผลลัพธ์ในการกระตุ้นคอลลาเจน ฟื้นฟูผิวให้แน่นกระชับ เรียบเนียนครับ


อาการที่อาจพบได้หลังฉีด Gouri มีอะไรบ้าง ?

Goiri เป็นหัตถการงานฉีดที่ต้องใช้เข็มนำตัวยาเข้าสู่ใต้ผิวหนัง จึงเป็นปกติครับที่หลังฉีด คนไข้จะพบอาการเหล่านี้ในบริเวณที่ฉีด เช่น

  • อาการบวม จะแบ่งเป็น 2 กรณี คือ บวมจากเข็ม (ระบมเข็ม) และบวมจากตัวยา
  • อาการเขียวช้ำ เป็นรอยเข็มจากการฉีด ถ้าหมอมือเบา ก็จะช่วยลดรอยเขียวช้ำได้ครับ
  • รอยแดง เกิดจากปฏิกิริยาของผิวต่อตัวยา ที่เมื่อฉีดเข้าใต้ผิวจะส่งผลให้เส้นเลือดบริเวณที่ฉีดเกิดการขยายตัวขึ้น ทำให้ผิวดูแดงขึ้น

อาการที่พบเหล่านี้ ไม่มีอะไรให้กังวลครับ เพราะอาการจะเป็นอยู่ 2-3 วัน และหายได้เองครับ


ข้อควรระวังในการทำ Gouri

  • ไม่แนะนำในคนที่รับประทานยาต้านการแข็งตัวของเลือด, ยาแก้อักเสบหรือกลุ่ม NSAIDs เช่น แอสไพริน,ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), ไดโคลฟีแน็ก (Diclofenac)
  • ไม่แนะนำในคนที่ภูมิไวต่อการกระตุ้นต่าง ๆ
  • ไม่แนะนำในคนที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • ไม่แนะนำในคนที่มีประวัติแพ้ PCL
  • ไม่แนะนำในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร
  • หากต้องการทำหัตถการอื่นเพิ่มเติม สามารถทำได้ แต่ต้องเว้นห่างกันก่อนหรือหลัง 1 เดือน

ฉีด Gouri เจ็บไหม ?

ความเจ็บของแต่ละคนไม่เท่ากัน แต่จากที่คนไข้รีวิวมา ฉีด Gouri เจ็บน้อย เป็นความเจ็บที่ทนได้ครับ เพราะเข็มที่ใช้ฉีดมีขนาดเล็ก และฉีดน้อยจุด (เพียง 2-4 จุดเท่านั้น)


ฉีด Gouri อันตรายไหม ?

Gouri มีความปลอดภัย ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จดทะเบียนเป็นเครื่องมือแพทย์แบบฉีดเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน โดยเป็นตัวแรกที่ผ่านอย.ไทย และได้ CE Approved จากหลายประเทศ

ด้วยความที่ Gouri เป็นหัตถการที่ได้รับความสนใจ ทำให้มียาหิ้ว ยาเถื่อน ยาปลอม ระบาดออกมา ก่อนฉีดจึงควรรู้วิธีตรวจสอบตัวยาแท้ เพื่อจะได้เช็กก่อนฉีดจนมั่นใจได้เป็นของแท้ 100% ครับ


Gouri ของแท้ มีวิธีดูอย่างไร ?

วิธีดู Gouri ของแท้
วิธีดู Gouri ของแท้
  • มีสติกเกอร์โฮโลแกรม Edencolors ติดอยู่บริเวณฝากล่องทั้ง 2 ข้างไม่สามารถลอกออกได้
  • มีสติกเกอร์ Hidden Tag หลังกล่องสำหรับสแกน เพื่อเช็กว่าเป็นสินค้าของแท้หรือไม่
  • แกะกล่องออกมาเช็ก จะมีสติกเกอร์สีเหลืองติดอยู่ด้านซ้าย 2 ส่วน
    • ส่วนบน : สำหรับแพทย์
    • ส่วนล่าง : สำหรับคนไข้
  • กล่องด้านในมีเลข Lot ตรงกัน 3 จุด หรือสามารถโทรสอบถามเลข Lot ได้ที่บริษัทจัดส่ง Edencolors Thailand โทร. 02-125-0142, 0061-553-6615

สรุปเรื่อง Gouri สารกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิว

Gouri ได้รับความสนใจจากผู้ที่ต้องการคงความอ่อนเยาว์ให้ผิว เนื่องจากสามารถกระตุ้นคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ทำให้ผิวมีคุณภาพดีขึ้น แน่น กระชับ ยืดหยุ่น ริ้วรอยจางลง ใบหน้าอิ่มฟู กระจ่างใส มั่นใจได้ความปลอดภัย เพราะผ่านการรับรองจากอย. แต่เนื่องจาก Gouri เป็นหัตถการใหม่มาแรง มีเทคนิคเฉพาะในการฉีด จึงควรเลือกฉีดกับแพทย์มากประสบการณ์ ใช้ Gouri ของแท้ ในคลินิกที่ได้มาตรฐานเท่านั้นครับ


สำหรับผู้อ่านทุกท่านที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ทีมแพทย์ V Square Clinic ทุกคนยินดีให้คำปรึกษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสามารถปรึกษาหมอทาง inbox facebook หรือ Line นี้ได้เลยครับ หมอตอบเองครับ

Banner_Web_หมอให้คำปรึกษา_หมอ40คน
exosome 370x277

Exosome คืออะไร? ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ? นิยมทำจุดไหน ? ก่อนทำควรรู้อะไร ?

Categories
mesotherapy
exosome

Exosome

อัปเดตหัตถการงานผิวจากเกาหลี Exosome skin booster ดีอย่างไร ?

Exosome (เอ็กโซโซม) เป็นนวัตกรรมฟื้นฟูและซ่อมแซมเซลล์ผิว (Skin Rejuvenation) ที่ได้รับความนิยมขึ้นเรื่อย ๆ เลยครับ เพราะมีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูเซลล์ผิว สามารถช่วยบำรุงผิวได้อย่างล้ำลึก และชะลอการเสื่อมสภาพของผิวก่อนวัยได้อย่างเห็นผล

สำหรับใครที่สนใจ บทความนี้หมอได้รวบรวมข้อมูลที่ควรรู้ก่อนทำ Exosome ช่วยอะไรบ้าง ดีอย่างไร ? เหมาะกับใคร ? กี่วันเห็นผล ? ทำบ่อยแค่ไหน ? อยู่ได้นานไหม ? มีกี่ยี่ห้อ ? ราคาเท่าไหร่ ? ไว้เป็นข้อมูลก่อนตัดสินใจทำครับ

exosome skin booster

สารบัญ Exosome


หัตถการงานผิวล่าสุดจากเกาหลี Exosome คืออะไร ?

ทำความรู้จัก exosome งานผิวล่าสุดจากเกาหลี

Exosome คือ ถุงน้ำที่ถูกปล่อยออกมาจากสเต็มเซลล์ (Stemcell) ประกอบไปด้วยสารชีวโมเลกุลที่มีประโยชน์กว่า 1,000 ชนิด เช่น Growth Factor, Peptides, Coemzynes และโปรตีนต่าง ๆ ทำหน้าที่เป็นตัวกลางสื่อสารระหว่างเซลล์ ช่วยฟื้นฟูการทำงานของเซลล์ผิวให้กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์


Exosome ดีอย่างไร ?

Exosome ดีอย่างไร

ด้วยความที่ Exosome เป็นสารอนุภาคขนาด 30-100 นาโนเมตร ซึ่งเล็กมากกว่าเซลล์ทั่วไปถึง 1,000 เท่า หรือเล็กกว่าฝุ่น PM 2.5 ทำให้สามารถเข้าไปฟื้นฟูได้ถึงระดับการทำงานของเซลล์ผิวได้ลึกกว่า PRP และ Stemcell ช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้น และแก้ปัญหาผิวได้อย่างรวดเร็ว

ส่วนในทางการแพทย์สามารถ ใช้ exosome ซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังศีรษะ เสริมสร้างความแข็งแรงของรากผม และกระตุ้นการเจริญเติบโตของเส้นผม ลดปัญหาผมร่วง ผมบางครับ


Exosome ช่วยในเรื่องอะไรบ้าง ?

  • ช่วยฟื้นฟูผิว กระตุ้นคอลลาเจน ให้ผิวดูเต่งตึง
  • ช่วยกระชับรูขุมขนกว้าง
  • ช่วยแก้ปัญหาผิว ลดสิว ลดรอยดำ รอยแดงจากสิว
  • ช่วยลดการสร้างเม็ดสี ลดฝ้า กระ จุดด่างดำ
  • ช่วยลดการอักเสบของผิว แก้ปัญหาผิวแพ้ง่าย
  • ช่วยลดรอยแผลเป็น หลุมสิว
  • ช่วยเติมความชุ่มชื้น ให้ผิวอิ่มน้ำ ดูสุขภาพดี
  • ช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว ป้องกันการเกิดริ้วรอยใหม่ ๆ

Exosome มีกระบวนการทำงานอย่างไร ?

กระบวนการทำงานของ exosome

Exosome ทำงานเป็นตัวกลางในการสื่อสารจากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง โดยจะเคลื่อนที่ไปมาระหว่างเซลล์ผิวหนังที่เกี่ยวข้อง สารชีวโมเลกุลที่ถูกส่งผ่าน exosome จะเข้าไปซ่อมแซมและฟื้นฟูการทำงานของเซลล์ให้ดียิ่งขึ้น เช่น การกระตุ้นไฟโบรบลาสต์ให้สร้างคอลลาเจนและอิลาสตินมากขึ้น การเผาผลาญในร่างกาย และช่วยต้านอนุมูลอิสระ ชะลอผิวเสื่อมสภาพก่อนวัย


Exosome มีส่วนประกอบสำคัญอะไรบ้าง ?

Exosome ประกอบไปด้วยสารชีวโมเลกุลที่สำคัญต่อผิวกว่า 1,000 ชนิด หมอขอยกตัวอย่างสารประกอบเด่น ๆ ได้แก่

  • Growth Factor คือ โปรตีนที่มีความสำคัญในการกระตุ้นการเจริญเติบโต และการฟื้นฟูของเซลล์ในร่างกาย ช่วยซ่อมแซมเซลล์ให้แข็งแรงขึ้น
  • Peptides เป็นโปรตีนย่อยที่ประกอบไปด้วยกรดอะมิโน 6 ชนิด ช่วยเพิ่มและเสริมการทำงานของเซลล์ผิวหนัง และมี Glutathion เป็นหนึ่งในเปปไทด์ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปรับผิวให้ดูกระจ่างใส เรียบเนียน
  • Coenzymes มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ สามารถชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวจากแสงแดด และมลพิษ
  • Amino Acids ช่วยสร้างเซลล์ผิวหนังให้แข็งแรง กระตุ้นสร้างคอลลาเจน ให้ผิวดูเต่งตึง อวบอิ่ม
  • Hyaluronic Acid (HA) สารธรรมชาติที่มีอยู่ในร่างกาย ช่วยกักเก็บน้ำ เพิ่มความชุ่มชื้น เสริมเกาะป้องกันผิว (skin barrier) ให้แข็งแรง

Exosome มีกี่ยี่ห้อ ? ยี่ห้อไหนได้รับความนิยม ?

ปัจจุบัน Exosome มีหลายยี่ห้อที่ผลิตและจำหน่ายในท้องตลาดครับ แต่ละยี่ห้อมีความต่างกันในเรื่องแหล่งที่มาของสเต็มเซลล์ เทคโนโลยีการผลิต

โดยยี่ห้อ Exosome ที่ได้รับความนิยมคือ Exosome ASCEplus SRLV จากประเทศเกาหลี สกัดมาจากสเต็มเซลล์ของดอกกุหลาบ ผลิตด้วยเทคโนโลยีพิเศษ ได้รับการจดนวัตกรรมสิทธิบัตรระดับโลก Exo-SCRT™ ได้เอ็กโซโซมบริสุทธิ์สูง และทำให้ทราบถึง exosome ที่ใช้ในแต่ละครั้ง แพทย์สามารถวางแผนและควบคุมปริมาณที่ใช้ได้อย่างเหมาะสม

Exosome ASCEplus
Exosome ยี่ห้อ ASCEplus SRLV

ทำ Exosome เห็นผลดีไหม ?

การทำ exosome ให้ผลลัพธ์ดีในเรื่องของการกระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ผิว ฟื้นฟูและบำรุงผิวให้แข็งแรง ในบางคนที่ทำแล้วไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง เกิดได้จากการทำ exosome โดยแพทย์ที่ไม่มีความชำนาญ ไม่รู้เทคนิคการทำ คำนวณปริมาณยาไม่เหมาะสม หรือใช้ผลิตภัณฑ์ของปลอมที่ไม่มีคุณภาพและไม่ได้มาตรฐานครับ


Exosome ของแท้ มีวิธีดูอย่างไร ?

เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดี ก่อนทำควรตรวจสอบ exosome ที่ใช้ว่านำเข้าอย่างถูกต้องหรือไม่ โดยมีวิธีดู Exosome ASCEplus ของแท้ดังนี้

วิธีดู exosome

Exosome ของแท้ 1 กล่องมี 2 ขวด คือ Lyophilized Powder ขวดสีฟ้า อยู่ในรูปแบบผง และ Diluent ขวดสีดำ อยู่ในรูปแบบน้ำ ซึ่งต้องมีการผสมยาก่อนนำมาใช้ ในขั้นตอนนี้ควรให้หมอเปิดขวดและผสมยาให้ดูต่อหน้าครับ


Exosome เหมาะ-ไม่เหมาะกับใคร ?

Exosome เป็นหัตถการที่ช่วยแก้ปัญหาผิวได้อย่างครอบคลุม เช่น ริ้วรอย รูขุมขนกว้าง ฝ้า กระ แต่ก็มีข้อกำจัดสำหรับคนบางกลุ่ม ก่อนทำแนะนำให้เช็กก่อนครับว่า exosome เหมาะกับปัญหาผิวของเราหรือไม่ เพื่อที่จะได้แก้ปัญหาได้อย่างจุดครับ

Exosome เหมาะกับใคร ?

exosome เหมาะกับใคร
  • ผู้ที่มีริ้วรอย ขาดความยืดหยุ่น
  • ผู้ที่มีฝ้า กระ จุดด่างดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ
  • ผู้ที่มีปัญหาสิวเรื้อรัง มีรอยดำ รอยแดงจากสิว
  • ผู้ที่มีหลุมสิว ผิวหน้าไม่เรียบเนียน
  • ผู้ที่มีปัญหารูขุมขนกว้าง ไม่กระชับ
  • ผู้ที่มีใบหน้าหมองคล้ำ ดูไม่สดใส
  • ผู้ที่มีผิวแห้งกร้าน ขาดความชุ่มชื้น
  • ผู้ที่ต้องการบำรุงและฟื้นฟูผิวอย่างล้ำลึก

Exosome ไม่เหมาะกับใคร ?

  • ผู้ที่มีประวัติแพ้โลหะ
  • ผู้ที่อยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์
  • ผู้ที่เป็นโรคผิวหนัง เช่น โรคเริม งูสวัด
  • ผู้ที่มีปัญหาการแข็งตัวของเลือด เลือดไหลหยุดยาก
  • ผู้ที่กำลังทายาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด

Exosome ต่างจากหัตถการอื่น ๆ อย่างไร ?

นอกจาก exosome ยังมีหัตถการความงามอื่น ๆ ที่ช่วยดูแลและแก้ปัญหาผิวได้ครับ เมื่อเทียบกันแล้วจะมีความต่างกันทั้งในเรื่องของวิธีการรักษา กลไกการทำงาน ทำให้แต่ละหัตถการมีจุดเด่นที่ต่างกันครับ

Exosome กับ ฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์ นอกจากใช้เติมเต็มริ้วรอย ร่องลึกร่องตื้น ปรับรูปหน้าให้ได้สัดส่วน ยังสามารถช่วยในส่วนของการปรับสภาพผิว ด้วยการใช้ฟิลเลอร์กลุ่ม skin booster สาร HA มีขนาดโมเลกุลเล็ก สามารถแทรกซึมเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว เด่นในเรื่องการปรับสภาพผิวให้ชุ่มชื้น ผิวอิ่มฟู ดูฉ่ำวาว หรือเติมหลุมสิวตื้น ๆ ให้ใบหน้าดูเรียบเนียนขึ้น

Exosome กับ ร้อยไหม

การร้อยไหม คือ การยกกระชับผิวด้วยการสอดไหมละลายมีเงี่ยงเข้าไปใต้ชั้นผิว วิธีนี้ช่วยยกระชับผิวขึ้นได้ทันทีหลังทำ หลังจากนั้นบริเวณที่ร้อยไหมจะมีการกระตุ้นสร้างคอลลาเจน ช่วยให้ผิวดูเต่งตึงขึ้นอย่างชัดเจน

เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงทันทีหลังทำ ผลลัพธ์อยู่ได้นานประมาณ 4 เดือน ถึง 2 ปี อยู่กับชนิดของไหม ตำแหน่ง และการดูแลตัวหลังทำครับ

Exosome กับ เครื่องมือยกกระชับ

ในกลุ่มเครื่องมือยกกระชับ เช่น Hifu, Ulthera และ Thermage อาจจะไม่ได้เน้นเรื่องงานผิวเท่าตัว exosome แต่จะเด่นในเรื่องยกกระชับผิว กระตุ้นสร้างคอลลาเจนให้ผิวดูแน่น และเต่งตึงขึ้น เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย มีริ้วรอย โดยสามารถทำได้หลายตำแหน่งทั้งใบหน้า และลำตัว

Exosome กับ เมโสหน้าใส

เมโสหน้าใส (Mesotherapy) เป็นการฉีดสารบำรุงเข้าสู่ชั้นผิวโดยตรง จึงเด่นในเรื่องการเห็นผลเร็ว โดยจะเห็นผลได้ประมาณ 3 วัน และเห็นผลเต็มที่ 7-14 วัน เหมาะกับคนที่ต้องการฟื้นฟูผิวแบบเร่งด่วนในราคาย่อมเยา แต่ต้องฉีดอย่างต่อเนื่องเพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจนครับ

ยี่ห้อเมใสหน้าใสที่นิยม มีคุณสมบัติแก้ปัญหาผิวต่างกัน ดังนี้

  • Made collagen ช่วยขับสารพิษออกจากผิว ลดผิวอักเสบ ลดผื่นแพ้ ทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น
  • Filorga /Revs NCFS เน้นเรื่องความชุ่มชื้น
  • Tensonez ช่วยแก้ปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำ ปรับผิวให้ดูกระจ่างใส
  • Neo-Glutanex Glow ช่วยปรับผิวให้กระจ่างใส เพิ่มความชุ่มชื้น
  • Alpha arbutin เน้นแก้ปัญหาเรื่องฝ้าโดยเฉพาะ

Exosome กับ Gouri

Gouri คือ สารกระตุ้นคอลลาเจนในรูปแบบสารละลายที่มีสารประกอบหลักเป็นสาร PCL (Polycaprolactone) สามารถฉีดเข้าสู่ชั้นผิวโดยตรง เพื่อกระตุ้นการทำงานของเซลล์ไฟโบรบลาสต์ในการกระตุ้นสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินขึ้นมาใหม่ ช่วยให้ผิวแน่น กระชับ ดูเต่งตึงขึ้น

Exosome กับ Sculptra

Sculptra เป็นสาร PLLA (Poly-L-Lactic acid) เน้นกระตุ้นคอลลาเจน Type 1 ฟื้นฟูโครงสร้างผิวชั้นลึก เติมเต็ม และยกกระชับผิวหย่อนคล้อย ลดเลือนริ้วรอย เหมาะกับผู้ที่มีผิวย้วย หย่อนคล้อย ขาดความกระชับ มีริ้วรอยร่องลึก

Exosome กับ Rejuran

Rejuran เป็นหัตถการงานผิวตัวดังจากเกาหลี ตัวยามีส่วนประกอบหลักจาก PN (Polynucleotide) บริสุทธิ์ เข้มข้น 2% ที่สกัดมาจาก DNA Salmon สามารถซ่อมแซมเซลล์ผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ให้ผิวดูสุขภาพดี ฉ่ำวาวแบบเร่งด่วน


Exosome ต่างจาก skin booster อย่างไร ?

Exosome นับเป็นหนึ่งใน Skin booster ครับ ซึ่งต่างจากยี่ห้อในเรื่องของ

  • มีอนุภาคขนาดเล็กมากกว่าเซลล์ทั่วไปถึง 1,000 เท่า โมเลกุลเล็ก ซึมเข้าสู่ผิวได้ไว
  • ประกอบไปด้วยสารชีวโมเลกุลสำคัญถึง 1,000 ชนิด
  • ฟื้นฟูและบำรุงผิวได้ถึงเซลล์ต่าง ๆ ซึมเข้าผิวหน้าได้ทุกรูขุมขน
  • เด่นในเรื่องการซ่อมแซมเซลล์ผิว ทำให้ผิวแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นผลเร็ว

Exosome เหมือนกับ skinbooster ตัวอื่น ๆ ในเรื่องการช่วยกระตุ้นสร้างคอลลาเจน ฟื้นฟูสภาพผิวให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้นครับ แต่ต่างจากตัวอื่นในเรื่องของสารประกอบหลัก นวัตกรรมการผลิต กลไกการทำงานทำให้มีจุดเด่นที่ต่างกัน

Skin booster มีอีกหลายยี่ห้อ หากคนไข้ต้องการแก้ปัญหาผิว ต้องการเน้นผลลัพธ์ในด้านใด สามารถปรึกษาหมอก่อนได้ครับ


ใช้ Exosome ร่วมกับหัตถการอื่นได้ไหม ?

สามารถทำ exosome ร่วมกับหัตถการอื่นได้เพื่อเสริมผลลัพธ์ให้ดียิ่งขึ้น เช่น

  • ทำ exosome + ฟิลเลอร์ skin booster ช่วยปรับสภาพผิว ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และบำรุงผิวให้แข็งแรงจากภายใน
  • ทำ exosome + Rejuran ช่วยทั้งในเรื่องฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง และเพิ่มความชุ่มชื้นในระยะยาว ปรับสภาพผิวให้ฉ่ำวาว ดูโกลว์

นอกจากนี้ ในงานวิจัยจากประเทศเกาหลีพบว่า สามารถทำ exosome ร่วมกับการทำเลเซอร์หลุมสิว เป็นการช่วยเสริมประสิทธิภาพในการรักษาหลุมสิวให้เห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้น หลุมสิวตื้นขึ้น โดยเฉพาะหลุมสิวระดับทั่วไป (Rolling scar) ที่มีขนาด 4-5 มิลลิเมตร

ทั้งนี้ก่อนทำควรปรึกษาแพทย์ เพื่อให้แพทย์เรียงลำดับหัตถการและเว้นระยะห่างการทำอย่างเหมาะสม จะช่วยให้แต่ละหัตถการทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เห็นผลได้เต็มที่ และป้องกันการเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ครับ


ทำ Exosome ใช้เวลานานไหม ? มีขั้นตอนอย่างไร ?

การทำ Exosome เป็นหัตถการที่มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก และใช้เวลาไม่นาน มีขั้นตอนดังนี้ครับ

  1. ปรึกษาแพทย์ เพื่อประเมินสภาพผิวและปัญหาผิว หากมีโรคประจำตัว หรือยาที่กำลังรับประทานอยู่ ให้แจ้งแพทย์ได้ในขั้นตอน
  2. ทำความสะอาดผิวหน้า และแปะยาชาเพื่อลดความเจ็บ รอให้ยาชาออกฤทธิ์ประมาณ 30-45 นาที
  3. แพทย์ใช้เครื่องมือในการผลัก exosome เข้าสู่ผิวหนัง โดยใช้เวลาการทำประมาณ 15-30 นาที
  4. แนะนำข้อควรปฏิบัติและวิธีดูแลหลังทำ

Exosome นิยมทำจุดไหน ? ใช้กี่ CC ?

exosome ใช้จุดไหนได้บ้าง

Exosome สามารถทำได้ทั่วใบหน้า หรือเลือกทำเฉพาะจุดที่มีปัญหา

  • หน้าผาก ลดริ้วรอยหน้าผาก
  • ใต้ตา ลดรอยคล้ำใต้ตา
  • แก้ม ปรับสมดุลผิวหน้าแก้ม
  • ร่องแก้ม ช่วยให้ผิวบริเวณร่องแก้มกระชับขึ้น
  • กรอบหน้า ยกกระชับกรอบหน้า
  • ลำคอ ลดริ้วรอยลำคอ

ปริมาณที่ใช้ในแต่ละตำแหน่ง ขึ้นอยู่กับปัญหาและสภาพผิว หมอจะเป็นผู้ประเมินปริมาณที่เหมาะสมเป็นรายเคสไปครับ


ตำแหน่งไหนไม่ควรทำ Exosome เพราะอะไร ?

ไม่ควรทำ exosome ในตำแหน่งที่ผิวอักเสบ ติดเชื้อ หรือมีแผลเปิด เพราะว่าอาจทำให้เกิดการอักเสบมากยิ่งขึ้น


Exosome ราคาเป็นอย่างไร ?

Exosome ราคาเริ่มต้นครั้งละประมาณ 15,000.-/ครั้ง โดยส่วนใหญ่จะมีราคาแบบรายคอร์ส 3 ครั้ง หรือ 5 ครั้ง เพราะว่าให้คุ้มค่ากว่าหากต้องการฟื้นฟูผิวในระยะยาว ส่วนราคาขึ้นอยู่กับโปรโมชันของแต่ละคลินิกครับ

สำหรับที่ V Square Clinic ทำ Exosome มีทั้งรายครั้ง และรายคอร์ส ราคาโปรโมชัน ดังนี้ครับ

exosome ราคา

Exosome มีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร ?

เมื่อเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสียของ exosome ถือว่ามีข้อดีมากกว่า หมอสรุปมาให้ดังนี้ครับ

ข้อดีของการทำ exosome

  • ช่วยฟื้นฟูผิวได้ลึกถึงระดับการทำงานของเซลล์
  • เป็นหัตถการที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้น
  • เห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว
  • ช่วยแก้ปัญหาได้หลายจุด ครอบคลุมปัญหาบนใบหน้า

ข้อเสียของการทำ exosome

  • ด้วยประสิทธิภาพในการฟื้นฟูผิว เห็นผลได้เร็ว ทำให้มีราคาค่อนข้างสูงหากเทียบกับการบำรุงผิวแบบทั่วไป
  • หลังทำอาจจะมีตุ่มนูนหรืออาการบวม หากต้องรีบใช้หน้า จึงควรเผื่อเวลามาทำก่อนประมาณ 1 สัปดาห์

ก่อนทำ Exosome มีวิธีการเตรียมตัวอย่างไร ?

  • งดใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคืองได้ง่าย
  • งดทานยาแอสไพริน วิตามิน St. John’s Wort, Ginkgo Biloba, Primrose Oil, Garlic, Ginseng, Vitamin E ที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด
  • งดทำเลเซอร์ การสครับผิว หรือขัดผิวก่อนทำ
  • งดการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

หลังทำ Exosome มีวิธีการดูแลตัวเองอย่างไร ?

  • งดการสัมผัส บีบ กด เกา หรือนวดหน้าแรง ๆ
  • เลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ 7-14 วัน
  • เลี่ยงการทำ treatment หรือหัตถการที่ให้ความร้อนกับผิวโดยตรงประมาณ 7-14 วัน
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

อาการที่อาจพบได้หลังทำ Exosome มีอะไรบ้าง ?

หลังทำอาจมีอาการบวมแดงเล็กน้อย หรือตุ่มนูน ๆ บริเวณที่ทำ เป็นผลข้างเคียงที่พบได้เป็นปกติ โดยจะค่อย ๆ ดีขึ้นใน 3-5 วันครับ


ข้อห้ามหลังทำ Exosome

หลังทำ Exosome ไม่ได้มีข้อห้ามอะไรเป็นพิเศษ คนไข้สามารถปฏิบัติตามวิธีการดูแลที่หมอเขียนไว้ก่อนหน้าได้เลยครับ


Exosome ต้องทำกี่ครั้ง ? แต่ละครั้งห่างกันนานแค่ไหน ?

Exosome ทำบ่อยแค่ไหน ถึงเห็นผลชัดเจนและอยู่ได้นาน ? ในช่วงแรกแนะนำให้ทำ exosome ต่อเนื่อง 3 ครั้ง ทุก ๆ 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นให้เว้นช่วง 1 เดือน จึงทำครั้งที่ 4 และเว้นช่วงอีก 1 ปี ทำครั้งที่ 5 ครับ


ทำ Exosome มีข้อควรระวังอะไรบ้าง ?

การทำ exosome ต้องทำโดยแพทย์ที่รู้เทคนิคการทำ คำปริมาณยาได้อย่างเหมาะสม ควรระวังการทำโดยผู้ที่ไม่ใช่แพทย์จริงครับ รวมถึงให้ระวังคลินิกที่ใช้ของปลอม ไม่ได้มาตรฐาน และที่สำคัญไม่ควรซื้อ exosome มาใช้เอง เพราะนอกจากเสี่ยงเจอของปลอมได้ง่ายแล้ว ยังอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้ครับ


Q&A เกี่ยวกับ Exosome

Q. Exosome เจ็บไหม ?

อาจรู้สึกเจ็บได้เล็กน้อย แต่เป็นความเจ็บในระดับที่ทนได้ โดยก่อนทำจะมีการแปะยาชาเพื่อช่วยลดความเจ็บครับ

Q. ทำ Exosome อันตรายไหม ?

ไม่อันตรายครับ หากใช้ตัวยาแท้และทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ รู้เทคนิคการทำที่ถูกต้อง ภายใต้คลินิกที่ได้มาตรฐาน จะช่วยลดโอกาสการเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ได้

Q. ทำ Exosome กี่วันเห็นผล ?

หลังทำ exosome สามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ใน 3-7 วัน และเห็นผลได้เต็มที่ใน 2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสภาพผิวเดิมของคนไข้

Q. ทำ Exosome อยู่ได้นานไหม ?

ทำ exosome 1 ครั้ง อยู่ได้นาน 1 เดือน ทำ 2-3 ครั้ง อยู่ได้นาน 3-6 เดือน หากทำ 5 ครั้ง อยู่ได้นานประมาณ 1 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันครับ

Q. ทำ Exosome คุ้มมั้ย ?

หากมีปัญหาผิวหน้าไม่แข็งแรง ขาดความชุ่มชื้น หมองคล้ำ ไม่มีเวลาดูแลตัวเอง และต้องการบำรุงผิวจากภายใน การทำ exosome ถือว่าคุ้มค่าครับ เพราะช่วยทั้งในเรื่องการฟื้นฟูผิวพรรณ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ลดการอักเสบของผิว ช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้นได้รวดเร็วครับ

Q. ทำ Exosome ที่ไหนดี ?

การทำ Exosome ควรเลือกคลินิกความที่ได้มาตรฐาน เปิดให้บริการถูกกฎหมาย ใช้ผลิตภัณฑ์ของแท้ นำเข้าถูกต้อง และดูแลการรักษาโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ มีเทคนิคการทำที่ถูกต้อง สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม รวมถึงดูรีวิวจากแหล่งที่เป็นกลาง และมีการอัปเดตอยู่เสมอ


สรุป

Exosome เป็นอีกหนึ่งยี่ห้อ skin booster ที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการฟื้นฟูผิวจากภายใน ชะลอการเสื่อมสภาพของผิวก่อนวัย โดย exosome จะช่วยแก้ปัญหาผิวได้จากภายใน เห็นการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ทั้งนี้ก่อนทำ exosome ควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน ใช้ exosome ของแท้ นำเข้าอย่างถูกต้อง ที่สำคัญต้องอยู่ในการดูแลรักษาของแพทย์ที่มีประสบการณ์ เพื่อความปลอดภัย และป้องกันการเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์


อ้างอิง

http://www.exocobio.com/bizdemo87737/eng/index.php

https://www.asceplus.com/SRLV


สำหรับผู้อ่านทุกท่านที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ทีมแพทย์ V Square Clinic ทุกคนยินดีให้คำปรึกษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสามารถปรึกษาหมอทาง inbox facebook หรือ Line นี้ได้เลยครับ หมอตอบเองครับ

Banner_Web_หมอให้คำปรึกษา_หมอ40คน
Sculptra

Sculptra คืออะไร? ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ?ราคาเท่าไหร่?

Categories
mesotherapy
Sculptra

Sculptra 

ในปีหลัง ๆ มานี้ เราจะเห็นว่ามีเทคโนโลยีการฟื้นฟูผิวแบบใหม่เข้ามาในไทยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อย่างล่าสุดที่หมอเชื่อว่ามีหลายคนเฝ้ารอ โดยเฉพาะคนที่ต้องการมีผิวเด็กย้อนวัย นั่นก็คือ Sculptra ที่เป็นสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใบหน้า (Collagen Stimulator) จาก PLLA นั่นเองครับ

แล้ว Sculptra คืออะไร ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ? Sculptra เหมาะกับใคร ? ฉีด Sculptra เห็นผล 100% ไหม ? กี่วันเห็นผล ? ราคาเท่าไหร่ เปรียบเทียบกับวิธีกระตุ้นคอลลาเจนแบบอื่น ข้อดี-ข้อเสีย ต่างกันอย่างไร ?

 ใครที่กำลังสนใจ และหาข้อมูลเกี่ยวกับ Sculptra ในบทความนี้หมอได้รวบรวมทุกข้อควรรู้ก่อนฉีดมาให้แล้วครับ  

สารบัญ Sculptra 

  1. Sculptra คืออะไร ?
  2. Sculptra ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ?
  3. Sculptra มีส่วนผสมของอะไรบ้าง ?
  4. Sculptra มีกระบวนการทำงานอย่างไร ?
  5. คอลลาเจนคืออะไร ? สำคัญกับผิวหน้าอย่างไร ?
  6. Sculptra ปลอดภัยไหม ?
  7. Sculptra ดีอย่างไร ?
  8. ฉีด Sculptra เห็นผล 100% ไหม ?
  9. Sculptra เหมาะกับใคร ?
  10. Sculptra ต่างจากหัตถการอื่น ๆ อย่างไร ? แบบไหนดีกว่า คุ้มกว่า ?
  11. ใช้ Sculptra ร่วมกับหัตถการอื่น ๆ ได้ไหม ?
  12. Sculptra มีขั้นตอนการฉีดอย่างไร ?
  13. ฉีด Sculptra ใช้เวลานานไหม ?
  14. Sculptra นิยมฉีดจุดไหน ใช้กี่ CC ?
  15. ตำแหน่งไหนที่ไม่ควรฉีด Sculptra เพราะอะไร ?
  16. Sculptra ราคาเท่าไหร่ ?
  17. Sculptra รีวิว
  18. วิธีการเตรียมตัวก่อนฉีด Sculptra
  19. วิธีการดูแลตัวเองหลังฉีด Sculptra
  20. วิธีการนวดหน้าหลังฉีด Sculptra
  21. ฉีด Sculptra ที่ไหนดี ?
  22. ฉีด Sculptra กี่วันเห็นผล ?
  23. Sculptra ต้องฉีดกี่ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันนานไหม ?
  24. ฉีด Sculptra อยู่ได้นานไหม ?
  25. Sculptra มีผลข้างเคียงไหม ?
  26. ข้อควรระวังในการทำ Sculptra
  27. ฉีด Sculptra เจ็บไหม ?
  28. Sculptra ของแท้ มีวิธีดูอย่างไร ?

Sculptra คืออะไร ?

Sculptra คืออะไร ช่วยแก้ปัญหาอะไรบ้าง เหมาะกับใคร ใช้กี่ CC l หมอ V Square แชร์หมดเปลือก

Sculptra คือ อนุภาคของกรด Poly-L-Lactic (PLLA) จัดอยู่ในกลุ่ม Collagen Biostimulator ซึ่งเป็นกรดโพลิแลคติกที่ร่างกายสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ สารนี้ถูกนำมาใช้ทางการแพทย์ตั้งแต่ปี 1999 มีงานวิจัยรองรับมากกว่า 50 ฉบับ ผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาในประเทศสหรัฐอเมริกา (US FDA) จึงมั่นใจได้ในความปลอดภัยครับ

Sculptra คืออะไร

จุดเด่นของ Sculptra คือ จะไปช่วยการกระตุ้นการผลิต Collagen Type I สูงถึง 66.5% ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่เพียงแค่เป็นการเติมเต็มชั่วคราวเท่านั้น แต่ยังช่วยฟื้นฟูโครงสร้างของผิวจากภายใน นำไปสู่ผลลัพธ์ที่นานถึง 2 ปี ต่างจากสารเติมเต็มชนิดอื่น ๆ ที่ต้องฉีดซ้ำในช่วงระยะเวลาที่สั้นกว่าครับ


Sculptra ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ?

Sculptra ช่วยเรื่องอะไรบ้าง
  • ช่วยฟื้นฟูผิวชั้นลึก : กระตุ้นการผลิตคอลลาเจนภายในชั้นผิวหนัง เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน ทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น ช่วยชะลอการหย่อนคล้อยของผิวในอนาคต
  • ช่วยยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อย : ช่วยให้ผิวหน้าดูยกกระชับ เต่งตึง ผิวมีความแน่นฟูขึ้น
  • ช่วยเติมเต็มร่องลึก : ช่วยเติมเต็มร่องลึกที่เกิดจากวัยหรือการขาดคอลลาเจน 
  • ช่วยลดริ้วรอยเล็ก ๆ : ปรับสภาพผิวให้ดูเรียบเนียน ลดเลือนรอยเล็ก ๆ ทำให้ผิวดูสดใส
  • ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นและกระจ่างใสขึ้น : ผิวได้รับการบำรุงอย่างล้ำลึก ช่วยให้ผิวดูชุ่มชื้น มีชีวิตชีวา ดูสุขภาพดี

Sculptra มีส่วนผสมของอะไรบ้าง ?

Sculptra 1 ขวด บรรจุมาด้วยการปราศจากเชื้อแบบ freeze-dried powder ในขวดแก้ว ซึ่งแต่ละขวดจะมีส่วนประกอบหลักที่มีบทบาทในการฟื้นฟูผิวหนังอย่างปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ ดังนี้

  • Poly-L-lactic acid (PLLA) – 150 mg : เป็นสารประกอบหลักใน Sculptra มีบทบาทในการกระตุ้น การผลิตคอลลาเจนใหม่ในผิวหนัง เป็นกรดโพลิเมอร์ที่ร่างกายสามารถย่อยสลายได้เอง จึงไม่ก่อให้เกิดอันตรายหรือผลข้างเคียงระยะยาว เมื่อฉีดเข้าไปในผิวหนัง PLLA จะทำหน้าที่กระตุ้นให้ผิวหนังสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้น ทำให้ผิวหน้าดูเต่งตึง และอ่อนเยาว์
  • Sodium Carboxymethylcellulose – 90 mg : เป็นตัวทำละลายที่ช่วยให้สารประกอบหลักอย่าง Poly-L-lactic acid ละลายและเจือจางได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้ตัวยาจะกระจายตัวอย่างสม่ำเสมออยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน เมื่อละลาย Sculptra กับ Sterile water แล้วจะได้สารละลายที่มีความคงตัวสูง พร้อมสำหรับการฉีดเข้าสู่ผิวหนัง
  • Mannitol – 127.5 mg : เป็นสารที่ช่วยรักษาความคงตัวของตัวยาในขณะที่ถูกบรรจุอยู่ในขวด ทำหน้าที่เป็นสารกันชื้นที่ช่วยป้องกันการสลายตัวของสารประกอบอื่น ๆ ภายในขวด และช่วยให้การบรรจุเป็นการบรรจุแบบสุญญากาศ ด้วยคุณสมบัติที่ช่วยรักษาสภาพ และคุณภาพของสารประกอบ ทำให้ Sculptra สามารถเก็บรักษาได้นาน และมีประสิทธิภาพเมื่อใช้งาน

Sculptra มีกระบวนการทำงานอย่างไร ?

Sculptra มีกระบวนการทำงานอย่างไร
  • Sculptra จะถูกฉีดเข้าไปในชั้นผิวหนังลึก (Subcutaneous) ที่หย่อนคล้อยหรือมีริ้วรอย โดยกระจายไปตามจุดสำคัญที่ใช้ในการยกกระชับใบหน้าได้อย่างทั่วถึง
  • หลังจากฉีด Sculptra ทันที ผิวจะดูเต็มขึ้นเนื่องจากปริมาตรน้ำที่ฉีดเข้าไป และหลังฉีด 2-3 วัน น้ำและส่วนประกอบต่าง ๆ จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย จะเหลือเพียงแค่อนุภาคของ Sculptra เท่านั้น
  • Sculptra จะทำงานผ่านระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยดึงเซลล์เม็ดเลือดขาวแมคโครฟาส (Macrophage) เข้ามาเหนี่ยวนำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast)
  • เซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ซึ่งเป็นเซลล์ต้นกำเนิดที่สร้างคอลลาเจนตามธรรมชาติ โดยเฉพาะคอลลาเจนชนิดที่ 1 (Collagen Type I) จะถูกผลิตมากขึ้นถึง 66.5% ทำให้โครงสร้างผิวมีความแข็งแรงและกระชับมากขึ้น
  • เมื่อเวลาผ่านไป อนุภาคของ Sculptra จะค่อย ๆ หายไป เหลือเพียงเส้นใยคอลลาเจนที่จะเข้ามาสะสมแทน ซึ่งมีส่วนช่วยสำคัญที่ทำให้โครงสร้างผิวแข็งแรงในระยะยาว คงผลลัพธ์เรื่องการยกกระชับ และฟื้นฟูผิวได้ประมาณ 2 ปี หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละบุคคล และการดูแลผิวหลังฉีด

คอลลาเจนคืออะไร ? สำคัญกับผิวหน้าอย่างไร ? 

คอลลาเจนคืออะไร ? สำคัญกับผิวหน้าอย่างไร

คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่พบมากที่สุดในร่างกายของมนุษย์ คิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของโปรตีนทั้งหมดในร่างกาย มีบทบาทสำคัญในการสร้างโครงสร้าง และให้ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และการซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่าง ๆ ซึ่งคอลลาเจนไม่เพียงพบได้แต่ในผิวหนังเท่านั้น ยังรวมถึงกระดูก ข้อต่อ และเส้นเอ็น 

คอลลาเจนมีหลายชนิด แต่ละชนิดมีลักษณะ และฟังก์ชันที่แตกต่างกัน โดยทั่วไปแล้วคอลลาเจนสามารถแบ่งออกเป็น 5 ชนิดหลัก ๆ ดังนี้

  • คอลลาเจนชนิดที่ 1 (Type I) : เป็นคอลลาเจนที่พบมากที่สุดในร่างกาย มีความแข็งแรงสูง พบได้ในผิวหนัง กระดูก และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอื่น ๆ ช่วยให้เนื้อเยื่อมีโครงสร้างที่แข็งแรง ในผิวหนังจะมีคอลลาเจนชนิดนี้เป็นจำนวนมาก ช่วยให้ผิวยืดหยุ่น เรียบเนียนครับ
  • คอลลาเจนชนิดที่ 2 (Type II) : พบมากในกระดูกอ่อน เช่น กระดูกอ่อนใบหู กระดูกซี่โครง หลอดลม และข้อต่อ มีความยืดหยุ่นสูง ช่วยในการรักษาความชื้นของกระดูกอ่อน ซึ่งสำคัญต่อการลดแรงกระแทก และช่วยให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ
  • คอลลาเจนชนิดที่ 3 (Type III) : พบในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ต้องการความยืดหยุ่นสูง เช่น ในหลอดเลือด ผิวหนัง และอวัยวะภายใน มีบทบาทในการรักษาโครงสร้าง และความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อ
  • คอลลาเจนชนิดที่ 4 (Type IV) : พบในเยื่อบุผิว (Basement membrane) ซึ่งเป็นชั้นของเยื่อที่ปกป้องเซลล์ในอวัยวะต่าง ๆ มีความเสถียรสูง ช่วยให้อวัยวะต่าง ๆ อยู่ในสถานะที่สมดุล
  • คอลลาเจนชนิดที่ 5 (Type V) : มีบทบาทในเนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น ผิวหนังและผนังหลอดเลือด ช่วยในการสร้างเยื่อบุ และสนับสนุนการเติบโตของเซลล์
คอลลาเจนคืออะไร ? สำคัญกับผิวหน้าอย่างไร

แต่ด้วยอายุที่เพิ่มขึ้น การผลิตคอลลาเจนจะลดลงตามไปด้วย จากการศึกษาพบว่าร่างกายจะสูญเสียคอลลาเจน 1.5% ต่อปีตั้งแต่อายุประมาณ 25 ปี และน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผิวหนังเริ่มมีริ้วรอย หย่อนคล้อย แห้งกร้าน ไม่กระชับอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ปัจจัยอื่น ๆ เช่น การสัมผัสแสงแดดมากเกินไป การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และทานอาหารที่ไม่เหมาะสม ก็สามารถเร่งการเสื่อมสภาพของคอลลาเจนได้

วิธีเพิ่มคอลลาเจน

แล้วเราสามารถเพิ่มจำนวนคอลลาเจนได้จากที่ไหน การทา การทาน หรือการฉีด ? 

การเสริมคอลลาเจนสามารถทำได้หลายวิธีครับ วิธีพื้นฐานที่ได้รับความนิยม เช่น ใช้ครีมบำรุงผิวที่มีวิตามินซี เรตินอยด์ หรือกรดไฮยาลูโรนิค, รับประทานอาหารที่มีประโยชน์, การทาครีมกันแดด, ทานอาหารเสริม, หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถช่วยรักษาให้คอลลเจนในผิวเสื่อมช้าลง แต่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ และใช้ระยะเวลานานครับ

แต่ปัจจุบันได้มีนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างการฉีดสารกระตุ้นคอลลาเจน Sculptra เพื่อให้ร่างกายเกิดการสร้างคอลลาเจนได้มากขึ้น โดยเฉพาะคอลลาเจน Type I สูงถึง 66.5% ซึ่งเป็นคอลลาเจนที่ผิวของเราต้องการมากที่สุด เป็นส่วนประกอบหลักของโครงสร้างผิวหนัง ทำให้ผิวมีความแข็งแรง กระชับในระยะยาวครับ


Sculptra ปลอดภัยไหม ?

Sculptra ปลอดภัยไหม

Poly-L-lactic acid ที่เป็นส่วนประกอบหลักใน Sculptra เป็นกรดโพลิแลคติกที่ร่างกายสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ซึ่งหมายความว่ามีความเสี่ยงน้อยที่จะเกิดปฏิกิริยาแพ้หรือการอักเสบครับ และ Sculptra ได้ถูกนำมาใช้ทางการแพทย์ตั้งแต่ปี 1999 มีงานวิจัยรองรับกว่า 50 ฉบับ ผ่านการรับรองจากองค์การอาหาร และยาในประเทศสหรัฐอเมริกา  (US FDA) จึงมั่นใจได้ในความปลอดภัยครับ


Sculptra ดีอย่างไร ?

Sculptra ดีอย่างไร
  • สามารถกระตุ้นการผลิต Collagen Type I สูงถึง 66.5% ซึ่งเป็นคอลลาเจนที่ผิวของเราต้องการมากที่สุด
  • ร่างกายสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ปลอดภัย ผ่านการรับรองจากองค์การอาหาร และยาในประเทศสหรัฐอเมริกา  (US FDA) มีงานวิจัยรองรับกว่า 50 ฉบับ
  • หลังฉีดไม่ต้องพักฟื้น สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
  • นอกจากจะช่วยลดริ้วรอยและร่องลึกแล้ว Sculptra ยังช่วยในการฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน ทำให้ผิวหน้าดูมีสุขภาพดี และคงความเต่งตึงอย่างเป็นธรรมชาติ
  • สามารถฉีดได้หลายตำแหน่ง เช่น ขมับ หน้าแก้ม (Midface) กรอบหน้า รวมถึงลำคอ หลังมือ
  • เมื่อคอลลาเจนใหม่ถูกสร้างขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้จะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง และดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป ทำให้ผิวดูอ่อนเยาว์ ยืดหยุ่น และเต่งตึงขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
  • สามารถให้ผลลัพธ์ที่อยู่ได้นานถึง 2 ปี ทำให้ Sculptra เป็นหัตถการที่งานผิวอันดับต้น ๆ ที่หลายคนให้ความสนใจ

ฉีด Sculptra เห็นผล 100% ไหม ?

การฉีด Sculptra ให้ผลลัพธ์ที่ต่างกันออกไปในแต่ละบุคคล ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะเห็นผล 100% สำหรับทุกคนครับ แม้ว่า Sculptra จะเป็นที่รู้จักกันดีในด้านการสร้างคอลลาเจน และฟื้นฟูสภาพผิว แต่ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่อาจส่งผลต่อผลลัพธ์ที่ได้ เช่น 

  • สภาพผิวเดิมของคนไข้ : ผู้ที่มีริ้วรอย ร่องลึก หรือผิวหย่อนคล้อยมาก อาจไม่เห็นผลชัดเจนเท่าที่ควรหลังการฉีดครั้งแรก เนื่องจากผิวอาจสูญเสียความยืดหยุ่นไปมาก ทำให้ต้องการการสร้างคอลลาเจนใหม่ในปริมาณมากเพื่อเติมเต็ม และฟื้นฟูโครงสร้างผิว อาจต้องเพิ่มความถี่ในการฉีด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ
  • ความถี่และปริมาณการฉีด : การฉีดที่ไม่เพียงพอ หรือเว้นระยะเวลาห่างกันมากเกินไป อาจส่งผลให้ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
  • การดูแลตัวเองหลังการฉีด : ไม่ดูแลตามคำแนะนำ เช่น การนวดบริเวณที่ฉีดหลังการรักษาตามที่แพทย์แนะนำ อาจส่งผลให้การกระจายตัวของสารไม่ทั่วถึง ทำให้ผลลัพธ์ไม่เท่าเทียมกัน
  • ประสบการณ์และความชำนาญของแพทย์ : แพทย์ที่มีประสบการณ์จะมีความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างและการทำงานของผิว สามารถประเมิน และเลือกบริเวณที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการฉีด ทำให้การฉีด Sculptra มีผลลัพธ์ที่ดี และคงทน

การเข้าใจ และพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ก่อนการตัดสินใจฉีด Sculptra จะช่วยให้คนไข้มีความคาดหวัง และเตรียมตัวได้อย่างเหมาะสมเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดครับ


Sculptra เหมาะกับใคร ?

Sculptra เหมาะกับใคร
  • ผู้ที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป ต้องการฟื้นฟูผิวจากโครงสร้างผิวภายใน ให้มีความแข็งแรงมากขึ้น
  • ผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อย ไม่กระชับ กรอบหน้าไม่ชัด 
  • ผู้ที่ผิวขาดความยืดหยุ่น ย้วย ไม่เฟิร์ม ต้องการเพิ่มความแน่นฟูของผิว
  • ผู้ที่มีริ้วรอยที่เห็นได้ชัด เช่น ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก 
  • ผู้ที่อยากมีผิวหน้าอ่อนเยาว์ ชะลอการเกิดริ้วรอยที่เกิดจากการแก่ของผิว  มีหน้าเด้ง กระชับ
  • ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ยาวนาน ความสะดวก และความคุ้มค่าในระยะยาว

Sculptra ต่างจากหัตถการอื่น ๆ อย่างไร ? แบบไหนดีกว่า คุ้มกว่า ?

Sculptra เป็นหัตถการทางการแพทย์ที่ใช้สาร Poly-L-lactic acid (PLLA) ซึ่งเป็นกรดชนิดที่ย่อยสลายได้ ฉีดเพื่อให้ร่างกายเกิดการผลิตคอลลาเจนมากขึ้น เน้นฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน ช่วยให้ผิวแข็งแรง ดูแน่น เต่งตึง กระชับขึ้น ผิวเด็กอย่างยั่งยืน 

แล้ว Sculptra ต่างจากหัตถการอื่น ๆ อย่างไร ? หมอจะมาอธิบายแบบสั้น ๆ กระชับ เพื่อให้คนไข้เข้าใจว่า sculptra คืออะไรกันให้มากขึ้นครับ

Sculptra กับ ฟิลเลอร์

ฟิลเลอร์เป็นสารเติมเต็มประเภทไฮยาลูโรนิค แอซิด ( Hyaluronic Acid ) เมื่อฉีดเข้าไปผิวจะมี Volume หรือเพิ่มปริมาตรของผิวในบริเวณนั้นโดยตรง และจะค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ ตามระยะเวลา 6-24 เดือน โดยไม่ได้เหนี่ยวนำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ เหมาะกับคนที่มีอายุ 20ปีขึ้นไป เริ่มมีริ้วรอย หน้าหย่อนคล้อย

ส่วน Sculptra จะเป็นกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนซึ่งให้ผลลัพธ์ที่ค่อยเป็นค่อยไป และยั่งยืนกว่า เพราะตัวยาจะไปออกฤทธิ์ไปเรียกเม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า Macrophage (แมคโครฟาจ) เข้ามาเหนี่ยวนำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ที่ชื่อว่า Fibroblast (ไฟโบรบลาสต์) ทำให้เกิดคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ครับ

Sculptra กับ เมโสหน้าใส

เมโสหน้าใสเป็นการฉีดสารอาหารผิว เช่น vitamin A B C E, Transamin, Glutathione  และสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ  ลงไปใต้ผิวหนัง ช่วยในการฟื้นฟูผิว ให้ผิวหน้าใสขึ้น ลดจุดด่างดำ และปรับสภาพผิว เหมาะกับคนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ผลลัพธ์อยู่ได้ชั่วคราวและต้องทำซ้ำเป็นระยะ ปัจจุบันมีหลายสูตรครับ เช่น มาเด้ คอลลาเจน, Filorga / Revs, Alpha arbutin, Tensonez และ Neo-Glutanex Glow

ขณะที่ Sculptra ให้ความแตกต่างตรงที่ช่วยฟื้นฟูผิวจากภายในผ่านการกระตุ้นคอลลาเจน ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดริ้วรอย และยกกระชับผิวอย่างมีนัยสำคัญ 

Sculptra กับ เครื่องมือยกกระชับ

เครื่องมือยกกระชับเช่น Hifu Ultraformer III, Ulthera (คลื่นอัลตราซาวด์ความถี่สูง) และ Thermage (คลื่นวิทยุ) จะเป็นการใช้คลื่นเสียงในการช่วยยกกระชับผิวและลดริ้วรอย โดยคลื่นเสียงนี้จะไปกระตุ้นคอลลาเจน ข้อดีคือไม่มีแผล เหมาะกับคนที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป กลัวเข็ม กลัวการผ่าตัด เริ่มเห็นผลชัดเจนใน 3 เดือนขึ้นไป

ส่วน Sculptra จะเป็นการเสริมความแข็งแรงให้กับผิวจากภายใน ผิวหนังที่เสื่อมสภาพได้รับการซ่อมแซม มีการฟื้นฟูตัวเองจากภายใน ช่องว่างที่ทำให้ผิวเกิดรอยพับหรือริ้วรอยถูกเติมเต็ม ทำให้ได้ผิวที่ดูเรียบเนียน เต่งตึงขึ้น เหมาะกับคนที่ต้องการฟื้นฟูผิวแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่อยู่ได้นาน

Sculptra กับ Rejuran

Rejuran เป็นการใช้ Polyneucleotide (PN) ซึ่งเป็นสารที่มาจาก DNA ของปลาแซลมอน ช่วยฟื้นฟูผิวหน้าให้ดูอิ่มน้ำ ผิวฟู ดูฉ่ำวาว ผิวกระจก (glass skin) แก้ปัญหาผิวแห้งกร้าน เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ให้ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 3-6 เดือน ต่างจาก Sculptra ที่กระตุ้นการผลิตคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง ให้ผลลัพธ์ยาวนานและเน้นเรื่องการยกกระชับผิว

Sculptra กับ Gouri

Gouri จะใช้สาร PCL (Polycaprolactone) นำมาฉีดเข้าสู่ชั้นผิว เป็นนวัตกรรมกระตุ้นคอลลาเจนใต้ผิวที่เน้นฟื้นฟู และแก้ไขผิวที่เสื่อมสภาพตามวัยให้มีคุณภาพดีขึ้น ผิวอิ่มน้ำ รูขุมขนเล็กลง ริ้วรอยเล็ก ๆ ดูจางลง มีความแน่นฟู กระชับ และเรียบเนียน แต่ผลลัพธ์จะอยู่ได้นานไม่เท่า Sculptra โดยอยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน

Sculptra กับ Exosome

Exosome เป็นหนึ่งในกลุ่ม Skin Booster ที่ประกอบด้วยสารชีวโมเลกุลมากกว่า 1,000 ชนิด รวมถึงโปรตีน, กรดนิวคลีอิก, ลิพิด เน้นการฟื้นฟูเซลล์ผิว ให้ผิวกลับมาแข็งแรงจากภายใน แก้ปัญหาสิว ลดอาการอักเสบของผิว และผิวที่แพ้ง่าย พร้อมทั้งช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื้น ยืดหยุ่น กระชับ และเรียบเนียน ส่วน Sculptra จะเน้นการบำรุงในผิวชั้นลึก ช่วยให้ผิวแน่นกระชับ ไม่ย้วย และใบหน้าดูอิ่มฟูยกกระชับขึ้นครับ

เมื่อดูจากความแตกต่างแล้ว สรุปได้ว่า Sculptra จะมีจุดเด่นในการช่วยยกกระชับผิวและให้ผลลัพธ์ที่ยาวนาน เป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องทำซ้ำบ่อยครั้ง ทำให้มีความคุ้มค่าในระยะยาว เมื่อเทียบกับวิธีอื่น ๆ ที่อาจต้องฉีดซ้ำที่บ่อยกว่า Sculptra จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ยาวนาน เน้นฟื้นฟูผิวจากภายในสู่ภายนอกครับ


ใช้ Sculptra ร่วมกับหัตถการอื่น ๆ ได้ไหม ?

Sculptra เป็นหัตถการที่ยืดหยุ่นสูงและสามารถใช้ร่วมกับหัตถการอื่น ๆ ได้ เพื่อเพิ่มผลลัพธ์ในการฟื้นฟูคุณภาพผิว และโครงสร้างใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ แต่ต้องเว้นระยะเวลาให้เหมาะสม หากคนไข้มีหัตถการอื่นที่ต้องทำ ควรงด 2-4 อาทิตย์ ก่อนฉีด Sculptra เพื่อเป็นการเตรียมผิวให้พร้อม หรือฉีด Sculptra ไปแล้ว 4-6 สัปดาห์ ถึงจะทำหัตถการอื่นในตำแหน่งเดียวกันได้ครับ 

 ต่อไปนี้คือข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ Sculptra ร่วมกับหัตถการต่าง ๆ

  • ฟิลเลอร์ : Sculptra สามารถใช้ร่วมกับฟิลเลอร์ได้ โดย Sculptra จะช่วยเพิ่มคอลลาเจน และฟื้นฟูโครงสร้างผิวจากภายใน ในขณะที่ฟิลเลอร์จะช่วยเติมเต็มร่องลึกและปรับรูปหน้าให้ได้สัดส่วนทันที การใช้ร่วมกันจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ครอบคลุม และเห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น
  • เมโสหน้าใส : เมโสหน้าใสสามารถใช้ร่วมกับ Sculptra เพื่อเพิ่มการฟื้นฟูผิว โดย Sculptra จะช่วยในเรื่องโครงสร้างผิวและความเต่งตึง ในขณะที่เมโสหน้าใสจะช่วยในเรื่องความชุ่มชื้น และความกระจ่างใส
  • เครื่องยกกระชับผิว : เครื่องยกกระชับผิวจะช่วยยกกระชับผิวในชั้นผิวหนังที่ลึกขึ้น การใช้เครื่องยกกระชับร่วมกับ Sculptra สามารถเสริมสร้างผลลัพธ์ในการยกกระชับผิวได้อย่างดียิ่งขึ้น โดย Sculptra ช่วยเสริมคอลลาเจนจากภายใน
  • Rejuran : Rejuran ทำหน้าที่ซ่อมแซม และช่วยผิวชุ่มชื้น อิ่มน้ำ ฉ่ำวาวเร่งด่วน รูขุมขนกระชับ การใช้ร่วมกับ Sculptra จะช่วยให้ผิวแข็งแรง และมีสุขภาพดีขึ้น
  • Exosome: Exosome มีบทบาทในการซ่อมแซม แก้ไขหลายปัญหาผิว เช่น ริ้วรอย รูขุมขนกว้าง รอยสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ การใช้ร่วมกับ Sculptra จะเพิ่มประสิทธิภาพในการกระตุ้นคอลลาเจน และฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงจากภายใน

การใช้ Sculptra ร่วมกับหัตถการอื่น ๆ ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อประเมินความเหมาะสมของสภาพผิว และความต้องการของแต่ละบุคคล ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และปลอดภัยครับ


Sculptra มีขั้นตอนการฉีดอย่างไร ?

  • การตรวจประเมินสภาพผิวและรับคำปรึกษา : ก่อนเริ่มการฉีด Sculptra คนไข้จะได้รับการตรวจประเมินสภาพผิว และโครงสร้างใบหน้าจากแพทย์ เพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหา และความกังวลที่มี รวมถึงรับทราบข้อปฏิบัติก่อน และหลังการฉีด เช่น คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลผิวหลังการฉีด และข้อห้ามที่ควรปฏิบัติ
  • การใช้ยาชา : ก่อนการฉีด จะมีการแปะยาชาบนบริเวณที่จะฉีดเพื่อลดความรู้สึกเจ็บปวด โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 45 นาทีในการทิ้งยาชา
  • การเตรียม Sculptra : ในขณะที่รอยาชาออกฤทธิ์ แพทย์จะทำการผสม Sculptra กับน้ำกลั่นปราศจากเชื้อเพื่อเตรียมสารให้เข้าสู่รูปแบบ Active form ที่พร้อมใช้งาน
  • การฉีด Sculptra : Sculptra ที่ผสมแล้วจะถูกฉีดลงใต้ชั้นผิวหนังประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร ด้วยเข็มทู่ขนาด 22-25 G ซึ่งช่วยให้สารกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ และมีประสิทธิภาพ
  • การนวดบริเวณที่ฉีด : หลังจากฉีด Sculptra เสร็จสิ้น แพทย์จะทำการนวดบริเวณที่ฉีดเบา ๆ เพื่อช่วยให้สารกระจายตัวได้ดีขึ้น และกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนในบริเวณนั้น ๆ การนวดช่วยให้ยาเกาะตัวเป็นเนื้อเดียวกับโครงสร้างของผิวหนัง ช่วยให้ผลลัพธ์ที่ได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น และคงทนยาวนาน

ฉีด Sculptra ใช้เวลานานไหม ?

การฉีด Sculptra เป็นหัตถการที่ค่อนข้างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่นานครับ โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที ทั้งนี้ระยะเวลาในการฉีดอาจแตกต่างกันไปตามปัจจัยหลายอย่าง เช่น ปัญหา และสภาพผิวของคนไข้ ตำแหน่งที่ต้องการฉีด และปริมาณของสารที่ใช้ในการฉีด 


Sculptra นิยมฉีดจุดไหน ใช้กี่ CC ?

Sculptra นิยมฉีดจุดไหน ใช้กี่ CC

Sculptra เป็นสารกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนที่ใช้เพื่อฟื้นฟู และปรับปรุงโครงสร้างผิวหนัง ซึ่งนิยมใช้ในบริเวณต่าง ๆ ของใบหน้า โดยเฉพาะจุดที่มีการเสื่อมโทรมจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นจนเห็นเป็นร่องลึกได้ชัด เช่น 

  • ขมับ (Temporal area)
  • หน้าแก้ม (Midface) 
  • กรอบหน้า
  • ลำคอ 
  • หลังมือ

สำหรับปริมาณการฉีดต่อเคส จากผลการวิจัย และการทดลองจากกลุ่มตัวอย่างแล้ว ความพอดีของการใช้พบว่าโดยเฉลี่ยจะใช้ Sculptra 1 ขวด (10cc) /ช่วงอายุคนไข้ 10 ปีครับ เช่น คนไข้อายุ 30 ปี ก็ใช้ 3 ขวด (30 cc) ซึ่งแต่ละ Session ควรฉีดห่างกัน 4-6 สัปดาห์ (แนะนำให้ฉีด 2-3 Session)

แพทย์จะเป็นผู้ประเมินปริมาณยาที่ใช้ในการฉีดแต่ละครั้ง และต้องกลับมาติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินการตอบสนองการกระตุ้นคอลลาเจนของร่างกายครับ


ตำแหน่งไหนที่ไม่ควรฉีด Sculptra เพราะอะไร ?

ขั้นตอนฉีด Sculptra คุณฟลุค โดยหมอเพลิน

การฉีด Sculptra ไม่แนะนำให้ทำบริเวณ T-zone ได้แก่ หน้าผาก, รอบดวงตา, จมูก, ปาก รวมถึงบริเวณรอบปาก (Hyperdy,amic Area) ที่มีการขยับบ่อย ๆ เช่น ร่องแก้ม ร่องน้ำหมาก เนื่องจากหลายปัจจัยดังต่อไปนี้

  • โครงสร้างและความหนาของผิว : ผิวหนังบริเวณ T-zone จะมีลักษณะที่แตกต่างจากบริเวณอื่น ๆ โดยเฉพาะที่จมูก และหน้าผาก ซึ่งมักมีผิวหนังที่บาง และมีต่อมไขมันมากกว่า 

    การฉีด Sculptra ที่บริเวณเหล่านี้ อาจไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ เนื่องจาก Sculptra ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนในบริเวณที่ผิวหนังหย่อนคล้อยหรือมีร่องลึก

  • ความเสี่ยงของผลข้างเคียง : บริเวณ T-zone เป็นพื้นที่ที่มีต่อมไขมันมาก และอาจมีความไวต่อการอักเสบหรือการติดเชื้อมากกว่าบริเวณอื่น ๆ การฉีด Sculptra อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น การอักเสบหรือการสร้างก้อนแข็งใต้ผิวหนังตามมาได้
  • ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ : Sculptra มีประสิทธิภาพสูงในการฟื้นฟูบริเวณที่มีผิวหนังหย่อนคล้อยและร่องลึก เช่น หน้าแก้ม ขมับ และลำคอ แต่บริเวณ T-zone มักมีปัญหาเกี่ยวกับรูขุมขน และความมันมากกว่าที่จะเป็นร่องลึกจากการสูญเสียคอลลาเจน

Sculptra ราคาเท่าไหร่ ?

Sculptra ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 25,000.- / ขวด (10cc) ครับ อาจแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ของแพทย์ รวมถึงโปรโมชั่นหรือแพ็กเกจของแต่ละคลินิก หากคนไข้พบ Sculptra ราคาต่ำกว่าปกติ ขวดละไม่กี่พัน ในกรณีนี้ควรตรวจสอบ และพิจารณาอย่างรอบคอบครับ เพราะอาจเป็นของปลอม หรือเป็น Sculptra ราคาถูกที่หิ้วมาขายให้กับหมอเถื่อนที่รับฉีดตามบ้าน ตามคอนโด 

โปรโมชั่น Sculptra ราคา ที่ V Square Clinic

ราคา Sculptra

Sculptra ราคา 25,000.-/ 10 cc (1 ขวด)

รับฟรี

  • Ultraformer MPT 300 Lines มูลค่า 9,000 บาท

ทัก Line@ รับส่วนลดและราคาสุดพิเศษ


Sculptra รีวิว

Sculptra รีวิวหลังทำ 1 เดือน
Sculptra รีวิวหลังทำ 1 เดือน
Sculptra รีวิวหลังทำ 25 เดือน
Sculptra รีวิวก่อน-หลังทำ 25 เดือน
Sculptra รีวิวหลังทำ
Sculptra รีวิวก่อน-หลังทำ 4 ครั้ง
Sculptra รีวิวหลังทำ
Sculptra รีวิวก่อน-หลังทำ 4 ครั้ง

วิธีการเตรียมตัวก่อนฉีด Sculptra

  • งดยาหรือวิตามินที่ทำให้เลือดหยุดไหลยาก เช่น กลุ่มยาแอสไพริน วิตามินอี น้ำมันปลา ฯลฯ อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการฉีด เพื่อป้องกันอาการฟกช้ำที่อาจเกิดขึ้นได้
  • งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 1-3 วัน ก่อนการฉีด 
  • ไม่อยู่ในภาวะการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • หากมีโรคประจำตัวหรือรับประทานยาใด ๆ อยู่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนฉีด Sculptra

วิธีการดูแลตัวเองหลังฉีด Sculptra 

  • การดูแลหลังทำ sculptra
  • งดทำเลเซอร์ที่มีความร้อนสูง 1 เดือน
  • งดแต่งหน้า 24 ชั่วโมง
  • งดดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมง
  • งดซาวน่า 1-2 สัปดาห์ 
  • งดออกกำลังกายหักโหม 2-3 วัน  

หลังฉีด  Sculptra อาจมีอาการบวมจากรอยเข็ม และจากตัวยาซึ่งจะถูกดูดซึมภายใน 2-3 วัน สามารถประคบเย็นเพื่อลดอาการบวม และเว้นการฉีดสารอื่น ๆ หลังจากฉีด Sculptra นอกจากนี้ ควรนวดเพื่อให้ตัวยาดูดซึมกระจายเข้าสู่ผิวให้ได้มากที่สุด


วิธีการนวดหน้าหลังฉีด Sculptra 

วิธีการนวดหน้าหลังฉีด Sculptra

หลังฉีดคนไข้ควรนวดตามหลัก  Triple 5 (5 วัน 5 ครั้ง 5 นาที) แนะนำให้นวดหลังฉีดทันที โดยนวดลงน้ำหนักมือเป็น vector ตามแนวกล้ามเนื้อ และบริเวณที่ฉีด โดยสเต็ปการนวดมี 4 ท่า

  • Step ที่ 1 ใช้นิ้วโป้งของเรานวดขมับทั้ง 2 ข้างแล้วใช้กำปั้นค่อย ๆ นวดเลื่อนจากหน้าผากไปขมับ 
  • Step ที่ 2 ยกนิ้วโป้งขึ้น แนบไปตรงหน้าแก้ม ทั้งสองข้าง แล้วเลื่อนจากหน้าแก้มไปข้าง ๆ แก้ม 
  • Step  ที่ 3 ใช้อุ้งมือกดช่วงข้าง ๆ แก้ม แล้วค่อย ๆ นวดไล่จากล่างขึ้นบนไปถึงตรงโหนกแก้ม 
  • Step ที่ 4 ท่าสุดท้าย ทำมือคล้าย ๆ  กับท่าที่สอง ยกนิ้วโป้งขึ้น เริ่มจากที่คางไล่ไปตามแนวกรามกรอบหน้าด้านข้าง

ฉีด Sculptra ที่ไหนดี ?

  • เลือกคลินิกที่แพทย์มีประสบการณ์สูงในการฉีด Sculptra และมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ สามารถประเมินปัญหาผิวหน้าได้อย่างแม่นยำ และตรงจุด ซึ่งจะช่วยให้ผลลัพธ์จากการฉีดมีประสิทธิภาพสูง
  • เลือกคลินิกที่มีสภาพแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัย และได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การอาหารและยา (อย.) หรือสภาแพทย์ 
  • รีวิวจากผู้ที่เคยรับการฉีด Sculptra ที่คลินิกนั้น ๆ เพื่อประเมินความพึงพอใจ และผลลัพธ์ที่ ควรหาข้อมูลจากแหล่งที่เป็นกลาง และน่าเชื่อถือ
  • คลินิกที่ดีควรให้คำปรึกษาก่อนการรักษาอย่างละเอียด รวมถึงอธิบายขั้นตอนการฉีด ผลลัพธ์ที่คาดหวัง และผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้คนไข้เข้าใจขั้นตอน และมีความพร้อมสำหรับการฉีด
  • ราคาการฉีด Sculptra ควรสอดคล้องกับคุณภาพ และมาตรฐาน ไม่ควรสูงเกินไป

ฉีด Sculptra กี่วันเห็นผล ?

  • หลังฉีด Sculptra ทันที : ผิวจะดูเต็มขึ้นเนื่องจากปริมาตรน้ำที่ฉีดเข้าไป และหลังฉีด 2-3 วัน น้ำและส่วนประกอบต่าง ๆ จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย จะเหลือเพียงแค่อนุภาคของ Sculptra เท่านั้น
  • หลังฉีด Sculptra 5 วันแรก : ในช่วงนี้จะเริ่มมีกระบวนการเพิ่มการผลิตคอลลาเจน แต่อาจยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน  คนไข้อาจสังเกตเห็นบวมเล็กน้อยหรือความรู้สึกตึงที่บริเวณที่ฉีด
  • หลังฉีด Sculptra 2-3 สัปดาห์ : ผิวจะเริ่มแสดงการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก ผิวดูแน่นขึ้น และมีความเรียบเนียนมากขึ้น ในช่วงนี้ Sculptra จะเริ่มกระตุ้นให้เกิดการผลิตคอลลาเจนอย่างเต็มที่
  • หลังจากนั้น : ผลลัพธ์จาก Sculptra จะค่อย ๆ ปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้นในช่วงหลายเดือนถัดไป โดยปกติจะเห็นผลลัพธ์สูงสุดหลังจากฉีดประมาณ 4-6 เดือน และผลลัพธ์สามารถคงอยู่ได้นานถึง 2-3 ปี

การฉีด Sculptra เป็นหัตถการที่ต้องใช้เวลาในการเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน เนื่องจากมันขึ้นอยู่กับกระบวนการธรรมชาติของร่างกายในการผลิตคอลลาเจนใหม่ครับ ดังนั้นควรมีความอดทน และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อการฟื้นฟูผิวที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน


Sculptra ต้องฉีดกี่ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันนานไหม ?

การฉีด Sculptra ต้องฉีดกี่ครั้ง ? ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และปัญหาที่ต้องการแก้ไขของคนไข้แต่ละบุคคลครับ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการวางแผน และประเมินจากแพทย์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสม และอยู่ได้นาน

สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวไม่มาก

  • จำนวนครั้ง และความถี่ : แนะนำให้ฉีด Sculptra 3 ครั้ง โดยมีระยะห่างระหว่างการฉีดแต่ละครั้งประมาณ 1 เดือน
  • ปริมาณการฉีด : ฉีดครั้งละ 1 ขวด (10cc) ในแต่ละครั้ง

สำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวมากหรืออายุ 30 ปีขึ้นไป

  • ปริมาณการฉีด : แนะนำให้นำอายุมาหาร 10 จะได้ปริมาณขวดที่ควรใช้ และฉีดครั้งละ 1-2 ขวด เพื่อผลลัพธ์ที่ชัดเจน และคงทนยิ่งขึ้น
  • การฉีดซ้ำ : อาจต้องฉีดต่อเนื่องกันหลายครั้งตามคำแนะนำของแพทย์ เช่นเดียวกับกรณีที่มีปัญหาผิวไม่มาก โดยมีระยะห่างประมาณ 1 เดือนระหว่างแต่ละครั้ง

การฉีด Sculptra ควรได้รับการดูแล และติดตามผลโดยแพทย์ เพื่อประเมินผลลัพธ์ และการตอบสนองของร่างกาย ตลอดจนให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการดูแลหลังการฉีดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และยาวนานที่สุดครับ


ฉีด Sculptra อยู่ได้นานไหม ?

  • ฉีดต่อเนื่อง 2-3 ครั้งในช่วงแรก : การฉีด Sculptra อย่างต่อเนื่องในช่วงแรก ถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งครับ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน และยาวนาน แนะนำให้ฉีด 2-3 ครั้ง ซึ่งสามารถคงทนได้นานถึง 2 ปี
  • ฉีดครั้งเดียวโดยไม่ฉีดซ้ำ : หากฉีดเพียงครั้งเดียว และไม่ฉีดซ้ำ ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ค่อยชัดเจนครับ โดยจะอยู่ได้นานประมาณ 2-4 เดือน จากนั้นผิวจะเริ่มสูญเสียความเต่งตึงที่ได้รับจากการฉีดครั้งแรกเนื่องจากไม่มีการกระตุ้นใหม่ของการผลิตคอลลาเจนอย่างต่อเนื่อง

Sculptra มีผลข้างเคียงไหม ?

หลังฉีด Sculptra อาจมีผลข้างเคียงได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผลข้างเคียงชั่วคราว และจะค่อยๆ หายไปเอง เช่น

  • อาการบวมและปวด : บริเวณที่ได้รับการฉีดอาจมีอาการบวมหรือปวด เป็นผลข้างเคียงทั่วไปที่เกิดขึ้นได้ จะค่อยๆ ลดลง และหายไปภายใน 2-3 วัน
  • รอยแดง : อาจมีรอยแดงปรากฏขึ้นบริเวณที่ฉีด ซึ่งเป็นอาการที่เกิดจากการตอบสนองของเข็ม และการฉีดสารเข้าไปในผิวหนัง จะค่อย ๆ จางหายไปเอง
  • ก้อนเล็ก ๆ ใต้ผิวหนัง : ในบางรายอาจคลำพบก้อนเล็ก ๆ ใต้ผิวหนังในช่วงแรกหลังการฉีด ซึ่งเป็นผลจากตัวยายังไม่ได้กระจายตัวอย่างทั่วถึง แพทย์จึงมักแนะนำให้คนไข้นวดบริเวณที่ฉีด เพื่อช่วยให้ Sculptra กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ จากนั้นก้อนเล็ก ๆ ใต้ผิวจะค่อย ๆ หายไปเอง

ข้อควรระวังในการทำ Sculptra

ข้อห้ามในการฉีด Sculptra

  • ไม่เหมาะกับผู้ที่มีประวัติแพ้สาร Poly-L-lactic acid
  • ไม่เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับการอักเสบหรือการติดเชื้อที่ผิวหนัง
  • ไม่เหมาะกับผู้ที่มีภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
  • ไม่เหมาะกับผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • ไม่เหมาะกับผู้ที่มีโรคระบบภูมิคุ้มกัน หรือทานยากดภูมิคุ้มกัน
  • ไม่เหมาะกับผู้ที่เคยเกิดหรือไวต่อการเกิดคีลอยด์หรือแผลนูน

ฉีด Sculptra เจ็บไหม ?

การฉีด Sculptra คนไข้จะรู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้นครับ เนื่องจากเข็มที่ใช้ฉีดมีขนาดเล็กมาก โดยจะมีขนาด 22-25 G ซึ่งเป็นขนาดที่เล็กพอที่จะทำให้การฉีดมีความแม่นยำ และลดความรู้สึกไม่สบายจากเข็มและก่อนทำจะมีการแปะยาชา ช่วยลดความเจ็บขณะฉีดได้ครับ 


Sculptra ของแท้ มีวิธีดูอย่างไร ?

วิธีดู Sculptra ของแท้
  • มีสติกเกอร์โมโนแกรมพร้อมชื่อแบรนด์อยู่บนกล่อง โดยจะต้องไม่มีรอยฉีกขาด ไม่ผ่านการใช้งานมาก่อน 
  • มีสัญลักษณ์ลายน้ำ S นูนหน้ากล่อง ซึ่งสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า เมื่อสัมผัสแล้วจะรู้สึกว่าตัวอักษรมีความนูนได้ชัดเจน
  • มีเลขทะเบียน อย. และเอกสารกำกับภาษาไทยติดอยู่ข้างกล่อง โดยจะต้องมีการระบุเลขล็อต วัน/เดือน/ปีที่ผลิต ที่ตรงกับฉลากหน้ากล่อง
  • ลักษณะขวดสุญญากาศด้านในเป็น PLLA Powder ไม่มีของเหลวผสม และฝาขวดด้านบนจะมีลักษณะเป็นจุกยาง ต้องไม่มีรอยแกะ รอยขาด หรือรอยเจาะที่บ่งบอกถึงการใช้งานมาก่อน
  • สแกน QR Code ผ่านแอป eZTRacker เพื่อตรวจสอบได้ เมื่อสแกนแล้วระบบจะขึ้นข้อมูลของสินค้า ทั้งหมายเลขสินค้า วันผลิต และวันหมดอายุ ซึ่งจะต้องตรงกันกับเอกสารข้างกล่อง

สรุป

Sculptra เป็นหัตถการที่ช่วยลดริ้วรอย เติมเต็ม และยกกระชับใบหน้าที่สามารถคาดหวังผลได้ เรียกได้ว่าเป็นหัตถการทางเลือกแทนการผ่าตัดเสริมความงามเลยก็ว่าได้ครับ เพราะสิ่งที่ต่างกันออกไปคือ Sculptra สามารถช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน ฟื้นฟูโครงสร้างผิวหนังจากภายใน จากงานวิจัยพบว่า sculptra สามารถคงผลลัพธ์อยู่ได้นานถึง 2 ปี คนไข้ที่ฉีดพึงพอใจครับ ในขณะที่การผ่าตัดช่วยให้หน้าดูกระชับขึ้นเท่านั้น 

โดยรวมแล้ว Sculptra เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการกระชับหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด มีผิวเด็กอย่างยั่งยืน แต่ควรฉีดตามคำแนะนำของแพทย์ ทำในคลินิกที่ได้มาตรฐานและใช้ตัวยาของแท้เท่านั้นครับ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตรงตามความต้องการครับ ที่ V Square Clinic สามารถปรึกษาหมอได้ทางออนไลน์ฟรี ก่อนนัดคิวเข้ามาใช้บริการครับ


สำหรับผู้อ่านทุกท่านที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ทีมแพทย์ V Square Clinic ทุกคนยินดีให้คำปรึกษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสามารถปรึกษาหมอทาง inbox facebook หรือ Line นี้ได้เลยครับ หมอตอบเองครับ

Banner_Web_หมอให้คำปรึกษา_หมอ40คน
ฉีดมาเด้ที่ไหนดี 370x277

ฉีดมาเด้ที่ไหนดี เลือกคลินิกอย่างไร ให้ปลอดภัยและได้ประสิทธิภาพ

Categories
mesotherapy
ฉีดมาเด้ที่ไหนดี

ฉีดมาเด้ที่ไหนดี ให้เห็นผล ปลอดภัย ต้องพิจารณาอะไรบ้าง ? มีข้อสังเกตอะไรที่ต้องใช้ในการประกอบการตัดสินใจ แล้วเลือกฉีดมาเด้คอลลาเจนที่ V Square Clinic ดีอย่างไร ? ทุกข้อสงสัยหมอรวบรวมมาตอบให้ในบทความนี้ครับ

สารบัญ ฉีดมาเด้ที่ไหนดี

ฉีดมาเด้ที่ไหนดี ?

ก่อนตัดสินใจเลือกฉีดมาเด้คอลลาเจนที่ไหนดี ให้เห็นผลและปลอดภัย ต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย รวมถึงการตรวจสอบมาตรฐานของคลินิก ประสบการณ์ของแพทย์ และคุณภาพของตัวยา ดังนี้

1. คลินิกที่ได้มาตรฐาน

  • เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน เปิดให้บริการอย่างถูกต้อง มีป้ายชื่อสถานพยาบาล รวมถึงเลขที่ใบอนุญาต 11 หลัก และรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ประกอบวิชาชีพ แสดงไว้ให้เห็นอย่างชัดเจน
  • บรรยากาศภายในคลินิกต้องสะอาด สว่าง พื้นที่กว้างขวาง ไม่อับทึบหรือแออัด มีอุปกรณ์ เครื่องมือ ยาและเวชภัณฑ์อย่างครบถ้วน ผ่านการฆ่าเชื้อ ถูกต้องตามหลักอนามัย
  • คลินิกควรจะตั้งอยู่ในทำเลที่สามารถเดินทางเข้ามาติดต่อได้สะดวก มีที่จอดรถ
  • ควรเลือกคลินิกที่มีการนัดหมายติดตามผลการรักษาหลังทำ มีแพทย์ดูแลและให้คำแนะนำข้อปฏิบัติหลังฉีดมาเด้คอลลาเจนอย่างใกล้ชิด
  • คลินิกต้องมีช่องทางการติดต่อที่หลากหลาย เช่น เบอร์โทรศัพท์ Facebook หรือ Line@ สำหรับให้คนไข้สอบถามข้อมูล ข้อสงสัย หรือนัดหมายคิวปรึกษากับแพทย์ที่ดูแลเคสของตนเองได้โดยตรง
คลินิกฉีดมาเด้ที่ไหนดี

2. แพทย์ที่มีประสบการณ์

  • ควรเลือกฉีดมาเด้คอลลาเจนกับแพทย์ที่มีประสบการณ์สูง รู้ตำแหน่งและเทคนิคการฉีดที่ถูกต้อง สามารถประเมินสภาพผิวของคนไข้และแนะนำสูตรมาเด้ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
  • มีป้ายประจำตัวเแพทย์ และเลขที่ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม สามารถนำชื่อ – นามสกุลของหมอไปตรวจสอบกับเว็บไซต์แพทยสภาได้
  • มีรีวิวของผู้ใช้บริการจริงจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น Facebook, Wongnai, Pantip ที่คลินิกไม่สามารถลบออกได้ ช่วยให้เห็นฝีมือของหมอและผลลัพธ์ของเคสนั้น ๆ ประกอบการตัดสินใจก่อนทำ
  • เป็นแพทย์ประจำของคลินิก ไม่ใช่แพทย์ Part-time เพราะแพทย์ประจำจะสามารถดูแลเคสได้ต่อเนื่อง สามารถติดตามตัวได้
  • สามารถเข้าไปปรึกษาและตรวจประเมินอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจทำ รวมถึงก่อนฉีดมาเด้ทุกครั้ง สามารถขอให้แพทย์ผสมตัวยาให้ดูต่อหน้าได้
ฉีดมาเด้หมอไหนดี

3. มาเด้คอลลาเจนของแท้

  • ตัวยามาเด้คอลลาเจนที่ใช้ฉีดต้องเป็นของแท้ มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรองจาก อย.
  • ผ่านการสั่งจากบริษัทนำเข้าที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง สามารถตรวจสอบได้ทุกกล่อง/ขวด
  • มาเด้คอลลาเจน ราคาไม่แพงหรือถูกเกินไปจนน่าสงสัย เพราะอาจเสี่ยงเจอของปลอม
มาเด้คอลลาเจนของแท้

มาเด้ของแท้ ดูอย่างไร ?

มาเด้ของแท้ ดูอย่างไร ? เนื่องจากในปัจจุบันมีมาเด้ปลอมค่อนข้างมาก ลักลอบขายตามอินเทอร์เน็ต ไม่มีคุณภาพทั้งด้านผลลัพธ์และการเก็บรักษา ฉีดไปแล้วอาจทำให้เกิดอาการอักเสบติดเชื้อได้ครับ เพื่อความปลอดภัย หมอแนะนำวิธีสังเกตมาเด้แท้ เบื้องต้นสามารถเช็กได้ดังนี้

  1. มีบาร์โค้ดระบุชื่อคลินิกหรือบริษัทที่ซื้อ
  2. มีสติกเกอร์ซีลที่ฝากล่องด้านข้าง (ต้องเปิดตามรอยปรุที่กลางกล่อง)
  3. มาเด้คอลลาเจนแท้ จะประกอบด้วย Made 2 cc และ Collagen 2 cc รวม 4 cc
มาเด้คอลลาเจนของแท้

ก่อนเข้ารับการฉีด made collagen ที่ไหนดี คนไข้ต้องศึกษาจุดสังเกตมาเด้คอลลาเจนของแท้ และควรแจ้งให้หมอผสมยาให้ดูต่อหน้าทุกครั้ง หรือขอนำขวดมาเด้กลับบ้าน เพื่อให้มั่นใจว่ายาที่ฉีดนั้นมีคุณภาพและปลอดภัยครับ


ฉีดมาเด้ที่ไหนดี V Square Clinic ตอบโจทย์ไหม ?

ฉีดมาเด้ ที่ V Square Clinic

ใครที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะฉีด Made collagen ที่ไหนดี ที่ V Square Clinic ยินดีให้คำแนะนำและทำหัตถการโดยทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์สูง ใช้ตัวยามาเด้แท้คุณภาพดี นำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตรวจสอบได้ทุกกล่อง หมอฉีดด้วยเทคนิคเฉพาะ มือเบา บวมช้ำน้อย แก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด หลังทำมีการนัดติดตามผลอย่างต่อเนื่องทุกเคส มั่นใจได้ในผลลัพธ์และความปลอดภัย


รีวิวฉีดมาเด้คอลลาเจน

รีวิวฉีดมาเด้คอลลาเจน จากผู้ใช้บริการจริง ที่ V Square Clinic

มาเด้คอลลาเจน รีวิว
มาเด้คอลลาเจน รีวิว(1)
มาเด้คอลลาเจน รีวิว(2)
มาเด้คอลลาเจน รีวิว
รีวิว Made Collagen ที่ V Square Clinic

มาเด้คอลลาเจน ราคาโปรโมชัน ที่ V Square Clinic

ฉีดมาเด้คอลลาเจน ราคาโปรโมชัน รวมถึงเมโสหน้าใสสูตรอื่น ๆ ที่ V Square Clinic มีให้เลือกทั้งแบบรายครั้ง และแบบคอร์ส ดังนี้ครับ

โปรโมชั่นเมโสหน้าใส : ฉีดทั่วใบหน้า 16 จุด มาเด้ คอลลาเจน

  • เมโสหน้าใส (ฉีดจำนวน 1 ครั้ง) ราคา 2,500.-
  • เมโสหน้าใส (คอร์ส 5 ครั้ง) ราคา 9,900.-

โปรโมชั่นเมโสหน้าใส Filorga

  • เมโสหน้าใส (ฉีดจำนวน 1 ครั้ง) ราคา 9,000.-
  • เมโสหน้าใส (คอร์ส 5 ครั้ง) ราคา 39,000.-

โปรโมชั่นเมโสหน้าใส Revs

  • เมโสหน้าใส (ฉีดจำนวน 1 ครั้ง) ราคา 6,000.-
  • เมโสหน้าใส (คอร์ส 5 ครั้ง) ราคา 25,000.-

โปรโมชั่นเมโสหน้าใส Neo Glutanex Glow / Tensonez / Alpha arbutin

  • เมโสหน้าใส (ฉีดจำนวน 1 ครั้ง) ราคา 3,500.-
  • เมโสหน้าใส (คอร์ส 5 ครั้ง) ราคา 15,000.-

สรุป

ฉีดมาเด้ที่ไหนดี ก่อนตัดสินใจฉีด คนไข้ควรศึกษาหาข้อมูล พิถีพิถันในการเลือกคลินิก โดยพิจารณาจากมาตรฐาน รีวิวที่น่าเชื่อถือ และประสบการณ์ของแพทย์ ที่สำคัญคือต้องใช้ตัวยามาเด้คอลลาเจนของแท้เท่านั้น เพื่อความปลอดภัย ได้ผลลัพธ์ที่ดี มีประสิทธิภาพครับ


สำหรับผู้อ่านทุกท่านที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ทีมแพทย์ V Square Clinic ทุกคนยินดีให้คำปรึกษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสามารถปรึกษาหมอทาง inbox facebook หรือ Line นี้ได้เลยครับ หมอตอบเองครับ

Banner_Web_หมอให้คำปรึกษา_หมอ40คน
ฉีดเมโสหน้าใสที่ไหนดี 370x277

ฉีดเมโสหน้าใสที่ไหนดี วิธีเลือกคลินิกที่ดี ต้องดูอะไรบ้าง ?

Categories
mesotherapy
ฉีดเมโสหน้าใสที่ไหนดี

ฉีดเมโสหน้าใส เป็นหัตถการที่ได้รับความนิยม เพราะช่วยแก้ปัญหาผิวคล้ำเสีย หน้าโทรมได้ตรงจุดและเห็นผลทันที แต่ไม่ใช่ว่าจะฉีดกับใคร ที่ไหนก็ได้นะครับ ที่ควรระวังเป็นอย่างยิ่งคือการฉีดกับหมอกระเป๋าและใช้ยาเมโสปลอมที่ลักลอบขายตามอินเทอร์เน็ต อาจทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อ ไม่ควรเสี่ยงครับ

การจะฉีดเมโสหน้าใสให้ได้ผลดี คุ้มค่า ปลอดภัย ควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด พิถีพิถันในการเลือกคลินิก หมอมีวิธีการเลือกคลินิกฉีด mesoหน้าใสที่ไหนดี เลือกอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่เสี่ยงเจอเมโสปลอม มาแนะนำ เพื่อเป็นแนวทางการตัดสินใจให้คนไข้ในบทความนี้

สารบัญ ฉีดเมโสหน้าใสที่ไหนดี

ฉีดเมโสหน้าใสที่ไหนดี ?

ก่อนตัดสินใจฉีดเมโสหน้าใสที่ไหนดี ให้เห็นผล คุ้มค่า ปลอดภัย คนไข้ต้องศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ และคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก โดยพิจารณาได้จากปัจจัยต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

มาตรฐานของคลินิก

ฉีดเมโสหน้าใสที่ไหนดี

คลินิกต้องเปิดให้บริการถูกต้องตามกฎหมาย ได้มาตรฐาน ผ่านการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุข มีการแสดงข้อมูลอย่างครบถ้วน และติดป้ายประกาศอย่างชัดเจน ทั้งชื่อสถานพยาบาล ประเภท ลักษณะการให้บริการ รวมถึงเลขที่ใบอนุญาต 11 หลัก และรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ประกอบวิชาชีพ

ประสบการณ์ของแพทย์

ฉีดเมโสหน้าใส หมอไหนดี

ควรเลือกฉีดเมโสหน้าใสกับแพทย์ที่มีประสบการณ์สูง เป็นแพทย์จริงที่ตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์แพทยสภา รู้ตำแหน่งและเทคนิคการฉีดที่ถูกต้อง สามารถประเมินสภาพผิวของคนไข้อย่างละเอียดและให้คำแนะนำในการเลือกสูตรเมโสที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

คุณภาพของตัวยา

เมโสหน้าใสของแท้

ตัวยาเมโสหน้าใสที่ใช้ฉีดต้องมีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ผ่านการสั่งจากบริษัทนำเข้าที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องเท่านั้น เพื่อความมั่นใจ ก่อนเข้ารับการฉีด คนไข้ต้องศึกษาจุดสังเกตเมโสของแท้แต่ละยี่ห้อ และควรแจ้งให้หมอผสมยาให้ดูต่อหน้าทุกครั้งครับ

รีวิวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ

เมโสหน้าใสของแท้

มีรีวิวของผู้ใช้บริการจริงจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เป็นปัจจุบัน ควรดูจากแหล่งที่เป็นกลาง เช่นดู Feedback จากแถบคำวิจารณ์ใน Facebook, Google Map, Wongnai, Pantip ที่คนไข้มารีวิว เพราะเมื่อเข้ามาโพสแล้วทางคลินิกจะไม่สามารถลบออกได้ ช่วยให้เห็นผลลัพธ์ของเคสนั้น ๆ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจก่อนทำ

การนัดติดตามผลหลังทำ

นัดติดตามผลหลังฉีดเมโส

ควรเลือกคลินิกที่มีการนัดหมายติดตามผลการรักษาหลังทำ และมีแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด ให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัว ข้อควรระวัง และวิธีการดูแลตัวเองหลังฉีดเมโสหน้าใส เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดี มีประสิทธิภาพ และคงอยู่ได้ยาวนานครับ

ทำเลที่ตั้งและบรรยากาศในคลินิก

ทําเมโสหน้าใสที่ไหนดี

คลินิกควรจะตั้งอยู่ในทำเลที่สามารถเดินทางเข้ามาติดต่อได้สะดวก มีที่จอดรถ มีอุปกรณ์ เครื่องมือ ยาและเวชภัณฑ์อย่างครบถ้วน ผ่านการฆ่าเชื้อ ถูกต้องตามหลักอนามัย บรรยากาศภายในคลินิกต้องสะอาด สว่าง พื้นที่กว้างขวาง ไม่อับทึบหรือแออัด

ช่องทางการติดต่อ

คลินิกต้องมีช่องทางการติดต่อที่หลากหลาย ผ่านเบอร์โทรศัพท์ และช่องทางออนไลน์ เช่น Facebook หรือ Line@ เพื่อคนไข้จะได้สามารถสอบถามข้อมูล ข้อสงสัย หรือนัดหมายคิวปรึกษากับแพทย์ที่ดูแลเคสของตนเองได้โดยตรง


ฉีดเมโสหน้าใสที่ V Square Clinic ดีอย่างไร ?

  1. ฉีดเมโสหน้าใส ที่ V Square Clinic ให้บริการโดยแพทย์ประจำคลินิกที่มีประสบการณ์กว่า 15 ปี มีตัวยาให้เลือกหลายสูตร ก่อนฉีดแพทย์จะประเมินสภาพผิว และแนะนำยี่ห้อเมโสที่เหมาะกับปัญหาผิวมากที่สุด
  2. ใช้ตัวยาเมโสหน้าใส ที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน ผ่าน อย. สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นของแท้ ผ่านการสั่งซื้อจากบริษัทที่เป็นผู้นำเข้าอย่างถูกกฎหมาย
  3. มีการนัดติดตามผล และให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัว ก่อนทำ-หลังทำอย่างใกล้ชิด คนไข้สามารถ Inbox สอบถามข้อสงสัยกับหมอที่ทำเคสตัวเองได้โดยตรงตลอดเวลา
  4. ทำเลที่ตั้งเดินทางสะดวก ปลอดภัย มีหลายสาขาทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
  1. มีรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง บอกเล่าความประทับใจ ทั้งในด้านผลลัพธ์และการบริการของคลินิก

รีวิวฉีดเมโสหน้าใส

รีวิวฉีดเมโสหน้าใส
รีวิวฉีดเมโสหน้าใส(1)
รีวิวฉีดเมโสหน้าใส
รีวิวฉีดเมโสหน้าใส(2)

ฉีดเมโสหน้าใส ราคาโปรโมชัน

ราคาฉีดเมโสหน้าใส

ฉีดเมโสหน้าใสราคา โปรโมชัน

โปรโมชั่นเมโสหน้าใส : ฉีดทั่วใบหน้า 16 จุด มาเด้ คอลลาเจน

  • เมโสหน้าใส (ฉีดจำนวน 1 ครั้ง) ราคา 2,500.-
  • เมโสหน้าใส (คอร์ส 5 ครั้ง) ราคา 9,900.-

โปรโมชั่นเมโสหน้าใส Filorga

  • เมโสหน้าใส (ฉีดจำนวน 1 ครั้ง) ราคา 9,000.-
  • เมโสหน้าใส (คอร์ส 5 ครั้ง) ราคา 39,000.-

โปรโมชั่นเมโสหน้าใส Revs

  • เมโสหน้าใส (ฉีดจำนวน 1 ครั้ง) ราคา 6,000.-
  • เมโสหน้าใส (คอร์ส 5 ครั้ง) ราคา 25,000.-

โปรโมชั่นเมโสหน้าใส Neo Glutanex Glow / Tensonez / Alpha arbutin

  • เมโสหน้าใส (ฉีดจำนวน 1 ครั้ง) ราคา 3,500.-
  • เมโสหน้าใส (คอร์ส 5 ครั้ง) ราคา 15,000.-

สรุป

ฉีดเมโสหน้าใสที่ไหนดี ก่อนตัดสินใจเลือกฉีดกับคลินิกใดก็ตาม คนไข้ต้องพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ควรเลือกฉีดกับแพทย์ที่มีประสบการณ์ในคลินิกที่ได้มาตรฐาน และใช้ตัวยาเมโสแท้เท่านั้น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดี คุ้มค่า ปลอดภัย สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดครับ


สำหรับผู้อ่านทุกท่านที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ทีมแพทย์ V Square Clinic ทุกคนยินดีให้คำปรึกษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสามารถปรึกษาหมอทาง inbox facebook หรือ Line นี้ได้เลยครับ หมอตอบเองครับ

Banner_Web_หมอให้คำปรึกษา_หมอ40คน
rejuran 370X277

Rejuran คืออะไร ? ช่วยให้ผิวใสได้อย่างไร เหมาะกับใคร ? อยู่ได้นานไหม ?

Categories
mesotherapy
rejuran

Rejuran ตัวช่วยผิวใสฉ่ำวาวแบบ Glass Skin

รีจูรัน หรือ Rejuran Healer เป็น Skin Booster จากประเทศเกาหลีใต้ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ครับ ด้วยเทรนด์ความงามในปัจจุบันที่เน้นผิวใส ฉ่ำวาว เล่นแสงเหมือนกระจกเงา (Glass Skin)

หลังฉีด Rejuran อยู่ได้นานไหม กี่วันเห็นผล ? Rejuran ช่วยอะไร เหมาะกับใคร ? รีจูรัน ราคาแพงไหม ควรเตรียมงบเท่าไหร่ ? ติดตามได้ในบทความนี้ครับ

Rejuran

สารบัญ Rejuran


Rejuran คืออะไร ?

Rejuran คือ หัตถการช่วยเร่งกระบวนการฟื้นฟูและซ่อมแซมผิว ใช้ Polynucleotide (PN) บริสุทธิ์ สกัดจากชิ้นส่วน DNA ปลาแซลมอนในทะเลธรรมชาติ ที่มีลำดับเบสใกล้เคียงกับ DNA มนุษย์ถึง 98% จึงเข้ากันได้ดีกับร่างกายมนุษย์ และมีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูผิวอย่างรวดเร็ว ช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ฉ่ำวาว เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว เสริมเกราะให้ผิวแข็งแรง และลดเลือนริ้วรอยตื้น ๆ

rejuran คือ
รีจูรัน คืออะไร ?

Rejuran ช่วยในเรื่องอะไรบ้าง ?

  • ฟื้นฟูผิวที่ถูกทำลายจากแสงแดด มลภาวะ และสารเคมี
  • เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ให้ผิวตึงกระชับ
  • ปรับสีผิวให้กระจ่างใส ลดรอยสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ
  • รักษาหลุมสิวตื้น ๆ กระชับรูขุมขน ช่วยให้ผิวเรียบเนียน ฉ่ำวาว
  • ช่วยให้ผิวแข็งแรง และอิ่มฟู เสริมเกราะปกป้องผิว
  • ช่วยลดเลือนริ้วรอย รอยเหี่ยวย่นที่ลำคอและหลังมือ

Rejuran ดีอย่างไร ?

สาร PN ในรีจูรันเกาหลีดีตรงที่มีความใกล้เคียงกับผิวหนังของเราครับ จึงสามารถซ่อมแซมและแก้ปัญหาผิวได้อย่างหลากหลาย ในเวลาที่รวดเร็ว ทั้งเรื่องหลุมสิว ผิวแห้ง ปรับสีผิว หรือรูขุมขนกว้าง หลายคนชอบที่หลังฉีด Rejuran ไปแล้วประมาณ 5-7 วัน ผิวจะเริ่มฉ่ำวาว สุขภาพดีมากขึ้น ผิวดูสวยแม้หน้าสดครับ

นอกจากนี้ Rejuran Healer หรือรีจูรันเกาหลีที่ใช้ในหัตถการงานฉีด ยังมีความเข้มข้นของสาร PN บริสุทธิ์ถึง 2% ซึ่งมากกว่างานผิวตัวอื่น ๆ ในท้องตลาดอีกด้วย


Rejuran มีกระบวนการทำงานอย่างไร ?

Rejuran จะฉีดที่ผิวชั้นหนังแท้เช่นเดียวกับเมโสหน้าใสครับ กระจายเป็นจุดห่างกัน 0.5 cm ทั่วบริเวณที่ผิวมีปัญหา หลังฉีดรีจูรันมีกระบวนการทำงาน ดังนี้

  • Anti-inflammatory Effect : กระตุ้นให้เกิดการหลั่งของ Anti-Inflammatory Cytokines เพื่อเริ่มกระบวนการต้านการอักเสบ
  • Tissue Restoration : การหลั่ง Growth Factor เพื่อให้เกิดการเจริญของเซลล์เนื้อเยื่อใหม่
  • Angiogenesis Pathway : การสร้างหลอดเลือดฝอยใหม่ เพื่อช่วยกำจัดของเสียออกจากเซลล์ผิวหนังที่ถูกทำลาย และบำรุงเซลล์ผิวใหม่
  • Salvage Pathway : กระบวนการสร้างเนื้อเยื่อใหม่อย่างรวดเร็ว (Rapid tissue regenaration) เกิดการสังเคราะห์ DNA ใหม่ และเตรียมเข้าสู่กระบวนการสร้างเซลล์อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Mechanical Support : ฟื้นฟูเซลล์ผิวเดิมที่ถูกทำลาย และเหนี่ยวนำให้เกิดการสร้างเซลล์เนื้อเยื่อใหม่ ทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพของเกราะปกป้องผิว (Skin Barrier) ช่วยเติมเต็มหลุมสิว ริ้วรอยเล็ก ๆ กระชับรูขุมขน ปรับผิวให้ดูกระจ่างใส

Polynucleotide (PN) ใน Rejuran คืออะไร ?

Polyneucleotide (PN) ใน Rejuran Healer คือ ชิ้นส่วน DNA Salmon สกัดโดยใช้เทคโนโลยี DOT™ ได้เป็นสารละลาย ลักษณะเจลใส ไม่มีสี มีความปลอดภัย ผ่านการพิสูจน์ว่าเข้ากันได้ดีกับผิวหนังมนุษย์ ไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้าน หลังฉีดจะค่อย ๆ กลืนไปกับผิวหนัง ไม่เป็นก้อนครับ

Rejuran
Polynucleotide (PN) ใน Rejuran

Rejuran ผ่านการรับรองโดยอย.ไหม ?

Rejuran ผลิตและคิดค้นจากประเทศเกาหลีใต้ครับ ผ่านการรับรองจาก KFDA และอย.ไทย ในปี 2026 มีด้วยกันทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่

  • Rejuran Classic กล่องดำ : Rejuran Healer รุ่นที่นิยมใช้กันมากที่สุด ใช้ฉีดทั่วใบหน้า เพื่อฟื้นฟูผิว เพิ่มความชุ่มชื้น เพิ่มความยืดหยุ่น ปรับผิวให้อิ่มฟู กระชับรูขุมขน
  • Rejuran i กล่องขาว : ใช้ฉีดรีจูรันใต้ตา ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหารอบดวงตา ลดความหมองคล้ำ และริ้วรอยใต้ตา นอกจากนี้ยังสามารถใช้ในจุดที่บอบบางอย่างรอบริมฝีปากได้อีกด้วย
  • Rejuran S กล่องน้ำเงิน : ออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูผิวที่มีรอยแผลเป็น และหลุมสิว
  • Rejuran HB Plus กล่องแดง : มีส่วนประกอบของ PN, ไฮยาลูรอนิก แอซิด (HA), ยาชา (Lidocaine) เหมาะกับการปรับปรุงสภาพผิว ลดเลือนริ้วรอย เพิ่มความชุ่มชื้น
Rejuran ผ่านอย.ไหม
Rejuran รุ่นที่ผ่านอย.ไทย

ฉีด Rejuran เห็นผล 100% ไหม ?

หากคนไข้มีปัญหาผิวแห้งกร้าน ไม่กระจ่างใส ริ้วรอยเล็ก ๆ และรูขุมขนกว้าง ฉีด Rejuran สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจนครับ หลังจากฉีดไปประมาณ 3-5 วันจะเริ่มสังเกตได้ว่าผิวเรียบเนียน ลูบแล้วนุ่มมากขึ้น แต่ถ้าคนไข้มีปัญหาริ้วรอยร่องลึก ใบหน้าขาด Volume ผิวย้วย ไม่เฟิร์ม การฉีดฟิลเลอร์หรือกลุ่มกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนจะตรงจุดกว่าครับ

อีกกรณีที่หลังฉีดรีจูรันแล้วไม่เห็นผล เกิดได้จากการใช้จำนวนครั้งที่น้อยเกินไป แพทย์ขาดเทคนิคที่ถูกต้อง ฉีดตื้นหรือลึกไป หรือใช้ตัวยาปลอม


Rejuran ต่างจาก Skin Booster อย่างไร ?

Rejuran จัดเป็น Skin Booster ครับ เพราะเป็นการเติมสารบำรุงผิวโดยตรง เพื่อช่วยซ่อมแซมผิวที่เสื่อมสภาพ และฟื้นฟูให้ผิวสุขภาพดี เสริมเกราะให้ผิวแข็งแรงพอที่จะปกป้องตัวเองจากมลภาวะ ทำให้ผิวอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ และกระชับรูขุมขนให้เล็กลง

นอกจากการฉีด Rejuran แล้ว ในปัจจุบันยังมี Skin Booster อีกหลายตัวครับ เช่น ฟิลเลอร์, Gouri, Sculptra แต่ละตัวมีจุดเด่นและเหมาะกับสภาพผิวที่แตกต่างกัน


Rejuran ของแท้ มีวิธีดูอย่างไร ?

ก่อนฉีด Rejuran ทุกครั้ง ควรขอให้แพทย์แกะกล่องใหม่ต่อหน้า และตรวจสอบให้มั่นใจว่าเป็นของแท้ครับ รายละเอียด มีดังนี้

  • ด้านข้างกล่องจะมีสติกเกอร์โฮโลแกรม และ QR Code
  • เมื่อสแกน QR Code จะ Link ไปหน้าเพจ สำหรับตรวจสอบชื่อสถานพยาบาล รหัสการขาย รุ่นสินค้า ล็อตการผลิต และวันหมดอายุ
  • มีฉลากอย.ภาษาไทย
  • Rejuran Healer ใน 1 กล่องจะมี 2 ไซริงค์ บรรจุหลอดละ 2.7 cc รวมกันเป็น 5.4 cc มาพร้อมเข็มขนาดเล็กสำหรับฉีด

วิธีตรวจสอบ Rejuran ของแท้

วิธีเช็กรีจูรันของแท้
เช็ก Rejuran ของแท้

Rejuran เหมาะ-ไม่เหมาะกับใคร ?

เพื่อให้การฉีด Rejuran ได้ผลลัพธ์ตรงกับความต้องการ คนไข้สามารถลองสำรวจตัวเองในเบื้องต้นได้ครับ ว่าหัตถการนี้เหมาะหรือไม่เหมาะกับตัวเอง

Rejuran เหมาะกับใคร ?

การฉีด Rejuran ไม่ได้มีเกณฑ์อายุที่แน่นอนครับ นิยมเริ่มฉีดตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป จนถึงกลุ่มวัยกลางคน หลัก ๆ แล้วจะเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหรือต้องการผลลัพธ์ ดังนี้

  • ผู้ที่ต้องการเพิ่มความกระจ่างใสให้ผิว แก้ปัญหาความหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอจากแสงแดด
  • ผู้ที่เริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อย เสื่อมสภาพตามวัย มีริ้วรอยบนใบหน้าและลำคอ
  • ผู้ที่มีปัญหารูขุมขนกว้าง มีความมันส่วนเกินบนใบหน้า มีหลุมสิว ผิวไม่เรียบเนียน
  • ผู้ที่มีปัญหาผิวแห้ง ต้องการฟื้นฟูผิวแบบเร่งด่วน ให้ฉ่ำวาว เรียบเนียน แบบ Glass Skin
  • ผู้ที่ต้องการเสริมเกราะผิวให้แข็งแรง สุขภาพดี ป้องกันการทำลายของมลภาวะ และสารเคมี
Rejuran เหมาะกับใครบ้าง
ผู้ที่เหมาะกับการฉีดรีจูรัน

Rejuran ไม่เหมาะกับใคร ?

การฉีด Rejuran มีข้อควรระวังในคนบางกลุ่ม เช่น

  • ผู้ป่วยที่มีการตอบสนองที่ไว ต่อผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ สารโซเดียม โพลีนิวคลีโอไทน์ (Sodium Polynucleotide)
  • ผู้ป่วยที่ใช้ยากลุ่ม NSAIDs, สารยับยั้งการรวมตัวของเกล็ดเลือด, ยาต้านการแข็งตัวของเลือด, และยากดภูมิคุ้มกัน
  • ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ตัวเอง, โรค Sarcoidosis granulomatous pathology และ โรคเยื่อบุโพรงหัวใจอักเสบ
  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร
  • ผู้ที่มีอาการผิวหนังอักเสบ หรือติดเชื้อในตำแหน่งที่จะทำ
  • ผู้ที่มีประวัติแพ้อาหารทะเล

หากมีเงื่อนไขสุขภาพในข้างต้น หรือต้องการฉีด Rejuran สามารถจองคิวคลินิกความงาม เพื่อประเมินใบหน้าและปรึกษากับแพทย์ก่อนฉีดได้ครับ มีหลายแห่งให้บริการฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย


Rejuran ต่างจากหัตถการอื่น ๆ อย่างไร ?

ในปัจจุบันมีตัวเลือกหัตถการที่ช่วยแก้ปัญหาผิว และยกกระชับผิวเป็นจำนวนมากครับ ซึ่งก็มีจุดเด่น และเหมาะกับสภาพผิวของคนไข้ที่แตกต่างกัน หมอจะเปรียบเทียบแต่ละหัตถการกับ Rejuran ให้เห็นภาพมากขึ้นครับ

Rejuran กับ ฟิลเลอร์

Rejuran จะเด่นในเรื่องแก้ปัญหาผิวครับ ด้วยวิธีเร่งกระบวนการซ่อมแซมและฟื้นฟูผิวที่เสื่อมสภาพ แต่ฟิลเลอร์จะเด่นในเรื่องการเติมเต็ม และช่วยยกพยุงโครงสร้างผิว ใช้สาร HA ที่เลียนแบบสารที่มีอยู่ในร่างกายของเรา ฉีดเติมร่องริ้วรอย ปรับรูปหน้า และเพิ่มคุณภาพผิว

VDO-ตารางสรุปเนื้อฟิลเลอ
ฟิลเลอร์ปรับสภาพผิว นิยมใช้ฟิลเลอร์เนื้อฉ่ำ ที่เนื้อเจลมีความละเอียดมาก ช่วยเพิ่มการกักเก็บน้ำให้ผิวโดยตรง แก้ปัญหาผิวแห้ง ปรับผิวให้ฉ่ำวาว สุขภาพดี แบบ Glass Skin

Rejuran กับ เมโสหน้าใส

Rejuran เป็นการฉีดตัวยาเข้าไปในผิวชั้นหนังแท้เหมือนกับเมโสหน้าใส (Mesotheraphy) ครับ ส่วนผสมหลักของ Rejuran จะเป็น PN แต่เมโสหน้าใสจะเป็นวิตามินและสารอาหารที่จำเป็นกับผิว มีด้วยกันหลายสูตร หลายยี่ห้อ เพื่อช่วยแก้ปัญหาผิวที่แตกต่างกัน

  • MADE Collagen : เด่นในเรื่องช่วยลดการอักเสบ ขับสารพิษ ลดสิว ผดผื่น ฟื้นฟูผิวให้แข็งแรงขึ้น
  • Filorga / Revs : เน้นเติมความชุ่มชื้น ให้ผิวอิ่มน้ำ ปรับให้ผิวขาวใส เรียบเนียน ลดฝ้า
  • Tensonez / Neo Glutanex Glow : เน้นเรื่องผิวหน้ากระจ่างใส ลดฝ้า กระ จุดด่างดำ ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ
  • Alpha Arbutin : เน้นลดฝ้า กระ จุดด่างดำจากแสงแดดโดยเฉพาะ
เมโสหน้าใส
ตัวอย่างยี่ห้อเมโสหน้าใส

Rejuran กับ เครื่องมือยกกระชับ

Rejuran เป็นหัตถการกลุ่มงานฉีด ส่วนเครื่องมือยกกระชับจะไม่ก่อให้เกิดบาดแผลที่ผิวชั้นนอกครับ เป็นการส่งพลังงานลงไปใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดความร้อนขึ้น ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน สลายไขมันส่วนเกิน เพิ่มคุณภาพผิว และปรับรูปหน้าได้ สำหรับเครื่องมือยกกระชับที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มีรายละเอียด ดังนี้

  • Ulthera : ใช้คลื่นอัลตราซาวนด์ความเข้มข้นสูงลงลึกได้ถึงผิวชั้น SMAS มีความแม่นยำสูง ด้วยหน้าจอแสดงผลแบบเรียลไทม์ เด่นในเรื่องการปรับรูปหน้า เช่น เก็บกรอบหน้า ยกคิ้วหรือหางตาที่ตก ลดริ้วรอยเล็ก ๆ ปรับผิวให้แน่นกระชับ รูขุมขนเล็กลง ผิวเรียบเนียน
  • Hifu Ultraformer III : หลักการทำงานใกล้เคียงกับ Ulthera SPT แต่ขนาดจุดโฟกัสของพลังงานเล็กกว่า และไม่มีหน้าจอแสดงผล เหมาะกับผู้ที่เริ่มมีริ้วรอย ต้องการกระตุ้นคอลลาเจน และชะลอการเกิดริ้วรอยในอนาคต
  • Hifu Ultraformer MPT : ใช้พลังงานเหมือนกับ Ultraformer III แต่เครื่องสามารถยิงพลังงานได้ทั้งแบบจุดไข่ปลาเรียงต่อกันและยิงเป็นเส้นตรง รวมถึงมีหัว Ultra Booster สำหรับฟื้นฟูผิว ให้กระจ่างใส และเรียบเนียน ที่ปล่อยพลังงานเป็นแบบวงกลม
  • Thermage FLX : ใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง (Monopolar RF) ขนาดจุดโฟกัส 3-4 cm2 ในการยิง 1 Shot จะส่งพลังงานได้ตั้งแต่ผิวชั้นหนังแท้ถึงชั้นไขมัน นิยมใช้สลายไขมันส่วนเกิน ปรับให้ผิวแน่นกระชับ และเพิ่มความยืดหยุ่น เหมาะกับผู้ที่มีชั้นไขมันหนา แก้มเยอะ หรือมีเหนียงที่เกิดจากไขมัน
เครื่องยกกระชับ
เปรียบเทียบเครื่องยกกระชับ 
Ulthera vs Thermage FLX vs Hifu Ultraformer III vs Hifu Ultraformer MPT

Rejuran กับ Gouri

ตัวยาของ Rejuran และ Gouri มาในรูปแบบของเหลว ที่สามารถฉีดเข้าสู่ชั้นผิวได้อย่างปลอดภัยทั้งคู่ครับ โดย Rejuran จะเด่นเรื่องผิวใส เติมหลุมสิว งานผิวกระจก ส่วน Gouri เด่นในเรื่องกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ใช้สาร PCL (Polycaprolactone) ช่วยแก้ปัญหาริ้วรอยร่องลึก ฟื้นฟูและปรับผิวให้แน่นกระชับ

Gouri
Gouri สารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว

Rejuran กับ Sculptra

สาร PN ของ Rejuran ได้จากสัตว์ ส่วน Sculptra เป็นการฉีดสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน PLLA สกัดจากพืช ช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสตินในผิวชั้นลึก โดยเฉพาะ Collage Type I ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างผิว เด่นเรื่องฟื้นฟูโครงสร้างผิวชั้นลึกให้แข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก ลดเลือนริ้วรอย ยกกระชับผิว แก้ปัญหาผิวย้วย ไม่เฟิร์ม

Sculptra vs Rejuran
ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Rejuran และ Sculptra

Rejuran กับ Exosome

ทั้ง Exosome และ Rejuran เป็นนวัตกรรมฟื้นฟูและซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ (Skin Rejuvenation) เหมือนกัน หลังเติมเข้าสู่ผิวจะช่วยกระตุ้นการสร้าง Collagen และเซลล์ผิวใหม่ ใช้รักษาหลุมสิว ริ้วรอยตื้น ๆ ปรับผิวให้เรียบเนียนได้

จุดต่างกันหลัก ๆ จะเป็นส่วนประกอบและกลไกการทำงานครับ Exosome เป็นสารชีวโมเลกุลหลายชนิด ที่ปล่อยออกจาก Stem Cell เช่น Growth Factor, Peptides, Amino acid, Coenzymes, Hyaluronic Acid สามารถช่วยกระตุ้นการทำงานภายในเซลล์ และฟื้นฟูเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพได้ลึกถึงระดับการแสดงออกของยีน

Rejuran vs Exosome
ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง Rejuran และ Exosome

Rejuran กับ ร้อยไหม

Rejuran จะใช้แก้ไขผิวเป็นหลักครับ แต่การร้อยไหมนิยมใช้ปรับรูปหน้า เช่น ร้อยไหมหน้าเรียว ร้อยไหมยกหางตา หรือร้อยไหมเสริมจมูก โดยแพทย์จะใช้เส้นไหมละลาย (ปัจจุบันนิยมใช้ไหมก้างปลาที่มีเงี่ยง) สอดเข้าไปใต้ชั้นผิว เงี่ยงของไหมจะทำหน้าที่คล้ายตะขอ เกี่ยวรั้งและยกกระชับผิวให้อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ และยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิว

รีวิวร้อยไหมยกกระชับใบหน้าที่ V Square Clinic

รีวิวร้อยไหม
*ผลจากการเข้ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย

รีวิวร้อยไหมยกหางตา Foxy Eye ที่ V Square Clinic

รีวิวร้อยไหม้ยกหางตา
*ผลจากการเข้ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย

ใช้ Rejuran ร่วมกับหัตถการอื่น ๆ ได้ไหม ?

Rejuran สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่นได้ครับ แต่ควรเว้นระยะเวลาให้เหมาะสม

โดยทั่วไปการฉีด Rejuran บนใบหน้ามี 2 รูปแบบ คือ การฉีดเฉพาะหน้าแก้ม และฉีดทั่วใบหน้า หากฉีดฟิลเลอร์ โบท็อก ร้อยไหม ในคนละชั้นผิวและตำแหน่งกับรีจูรัน หมออาจพิจารณาให้ทำพร้อมกันได้ หรือเว้น 1-2 สัปดาห์ครับ

ส่วนกลุ่มสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และ Skin Booster อื่น ๆ เช่น Gouri, Sculptra, Exosome, เมโสหน้าใส แนะนำให้เติมแยกกับรีจูรันครับ โดยเว้นช่วง 1-2 สัปดาห์ เพราะถ้าทำพร้อมกัน หมอจะไม่สามารถประเมินประสิทธิภาพได้ หากคนไข้เกิดอาการแพ้ ก็ยากที่จะวินิจฉัยว่าเกิดจากตัวยาใด

ในกลุ่มเครื่องเลเซอร์ และเครื่องยกกระชับ เช่น Ulthera, Hifu, Thermage ควรเว้น 2-4 สัปดาห์ การทำพร้อมกัน อาจทำให้เกิดอาการบวมแดงมากกว่าปกติได้

เบื้องต้นหากคนไข้ต้องการทำหลาย ๆ หัตถการร่วมกัน สามารถแจ้งหมอได้ตั้งแต่ประเมินใบหน้าครับ หมอจะช่วยเรียงลำดับก่อน-หลังหัตถการให้เหมาะสม และเห็นผลลัพธ์ดีที่สุด


ฉีด Rejuran คุ้มมั้ย ?

การฉีด Rejuran ให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากับราคาครับ เหมาะกับคนไข้ที่ต้องการแก้ปัญหาผิวหลาย ๆ อย่างไปพร้อมกัน ทั้งเรื่องความแห้งกร้าน ปรับสีผิว หรือกระชับรูขุมขน รวมถึงยังช่วยเสริมเกราะให้ผิวแข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก เผยผิวที่เรียบเนียน ชุ่มชื้น และเปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติ


ฉีด Rejuran ใช้เวลานานไหม มีขั้นตอนอย่างไร ?

Rejuran จะใช้เวลาฉีดประมาณ 30-45 นาทีต่อ 1 Session ครับ ขั้นตอนอาจแตกต่างกันออกไปในคลินิกความงามแต่ละแห่ง โดยภาพรวม มีดังนี้

  • ประเมินใบหน้าและสภาพผิวก่อนฉีด Rejuran
  • หากมีโรคประจำตัว ยาที่กินเป็นประจำ หรือประวัติแพ้อาหาร ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทุกครั้ง
  • ทำความสะอาดผิวในตำแหน่งที่จะฉีด
  • ประคบเย็นหรือแปะยาชา เพื่อบรรเทาความเจ็บปวด
  • ใช้เข็มขนาดเล็ก ฉีดรีจูรันลงในผิวชั้นหนังแท้ กระจายเป็นจุดห่างกันประมาณ 0.5 cm

Rejuran นิยมฉีดจุดไหน ใช้กี่ cc ?

Rejuran นิยมใช้ในการฟื้นฟูผิวหน้าเป็นหลัก แต่ก็สามารถทำในตำแหน่งอื่น ๆ ของร่างกายได้เช่นกัน สำหรับปริมาณในแต่ละจุดจะแตกต่างกันออกไป ต้องให้หมอประเมินก่อนครับ

  • ใบหน้า (ทั่วหน้า 4 ml. / เฉพาะแก้ม 2 ml.) : ฉีดเฉพาะหน้าแก้ม หรือทั่วใบหน้า เช่น หางตา ร่องแก้ม หน้าผาก หรือใต้ตา ช่วยฟื้นฟูผิว กระชับรูขุมขน หรือเพิ่มความฉ่ำวาว งานผิวกระจก
  • ลำคอ (2 ml.) : ลดเลือนริ้วรอย รอยเหี่ยวย่นที่ลำคอ ปรับให้ผิวลำคอเต่งตึง อิ่มน้ำ นิยมมากในกลุ่มคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป
  • หลังมือ (2 ml.) : เพิ่มความชุ่มชื้น ให้หลังมือไม่แห้งกร้าน ดูสุขภาพดี
ฉีด Rejuran จุดไหนได้บ้าง
ตำแหน่งที่นิยมฉีดรีจูรัน

ตำแหน่งไหนไม่ควรฉีด Rejuran เพราะอะไร ?

ไม่แนะนำให้ฉีดรีจูรันในตำแหน่งที่มีบาดแผลเปิด หรือตำแหน่งที่ผิวมีการอักเสบ ติดเชื้อ เป็นสิว ควรรอให้ผิวหายเป็นปกติก่อนครับ


Rejuran ราคาแพงไหม ?

Rejuran ราคาจะแตกต่างกันออกไปในแต่ละคลินิกครับ มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 9,xxx บาท / 1 หลอด (2.7 cc) ถ้าราคาต่ำกว่านี้มาก ๆ ก็มีโอกาสเป็นของปลอมได้ครับ จึงควรตรวจเช็กรีจูรันให้ถี่ถ้วนทุกครั้ง รวมถึงตรวจสอบความน่าเชื่อของคลินิกและแพทย์ร่วมด้วย

ที่ V Square Clinic ฉีดรีจูรัน ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 9,xxx บาท ก่อนฉีดหมอจะประเมินปัญหาผิวและแนะนำปริมาณที่เหมาะสมให้ครับ สามารถทยอยฉีดได้ตามงบประมาณ

โปรโมชัน Rejuran ที่ V Square Clinic

โปรงานผิวฉ่ำวาว

Rejuran มีข้อดี-ข้อเสียอย่างไร ?

หัตถการทุกตัวมีทั้งข้อดี-ข้อกำจัดครับ สำหรับใครที่สงสัยว่า รีจูรัน ข้อเสียมีอะไรบ้าง ? หมอสรุปทั้งข้อดี-ข้อเสีย เพื่อช่วยในการตัดสินใจครับ

ข้อดี

  • ฟื้นฟูผิวในชั้นหนังแท้ให้แข็งแรงจากภายใน
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและเร่งกระบวนการซ่อมแซมผิวจากภายใน
  • เพิ่มความกระจ่างใส ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ผิวฉ่ำวาว
  • เห็นการเปลี่ยนแปลงเร็ว และผลลัพธ์จะดีขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อฉีดต่อเนื่อง
  • ปลอดภัย ผ่านการรับรองจากอย.เกาหลีและไทย
  • สามารถทนความร้อนได้

ข้อเสีย

  • ตัวยาแสบเล็กน้อย แต่เป็นระดับที่ทนได้
  • ผลลัพธ์ไม่ถาวร จำเป็นต้องฉีดซ้ำตามคำแนะนำของแพทย์

วิธีการเตรียมตัวก่อนฉีด Rejuran

หากตัดสินใจจะฉีดรีจูรัน การเตรียมตัวมีขั้นตอนไม่ยุ่งยากครับ

  • ศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับรีจูรัน เช่น หลักการทำงาน ข้อควรระวัง และวิธีเช็กของแท้
  • เลือกคลินิกความงามที่ได้มาตรฐาน หมอที่ผ่านเทรนนิงในการฉีดรีจูรัน รีวิวจากแหล่งที่หลากหลาย
  • งดยาและวิตามิน เช่น NSAIDs primrose oil, garlic, ginseng หรือ Vitamin E ควรงดอย่างน้อย 1 สัปดาห์

วิธีการดูแลตัวเองหลังฉีด Rejuran

หลังการฉีดรีจูรันทุกคนสามารถใช้ชีวิตประจำได้ตามปกติครับ แต่มีข้อแนะนำเพิ่มเติมในการดูแลผิว ที่จะช่วยให้ลดบวมเร็ว หลังฉีดตัวยาออกฤทธิ์ได้เต็มประสิทธิภาพ และผลลัพธ์อยู่ได้นาน

  • ในช่วง 1-2 คืนแรกไม่ควรนวดหรือกดบริเวณรอยเข็ม ถูหรือล้างหน้าแรง ๆ อาจระคายเคืองได้
  • ล้างหน้าและทาครีมบำรุงผิวได้ตามปกติ แต่แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์และสกินแคร์สูตรอ่อนโยนต่อผิว
  • หากมีอาการปวดระบม สามารถกินยาแก้ปวด หรือประคบเย็นได้ตามคำแนะนำของแพทย์
  • อยู่ในสถานที่ที่อากาศเย็น ช่วยลดอาการบวมเข็มได้เร็วขึ้น
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น เปล่งปลั่ง และสุขภาพดี
  • ทากันแดดที่มีค่า SPF 50 PA+++ ในกรณีที่ต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง
การดูแลตัวเองหลังฉีดรีจูรันอ
การดูแลตัวเองหลังฉีดรีจูรัน

Rejuran ต้องฉีดกี่ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันนานไหม ?

การฉีด Rejuran เห็นผลได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีดครับ โดยทั่วไปจะแนะนำให้ฉีด 4 ครั้ง ห่างกันประมาณ 2-3 สัปดาห์

  • การฉีดครั้งที่ 1 : ในช่วง 3-5 วันแรก จะรู้สึกว่าผิวนุ่ม ชุ่มชื้น และเรียบเนียนขึ้นเรื่อย ๆ
  • การฉีดครั้งที่ 2 : ในช่วง 2-4 สัปดาห์หลังฉีด ผิวจะเต่งตึงขึ้น ริ้วรอยลดลง และรูขุมขนกระชับขึ้น
  • การฉีดครั้งที่ 3 : ในช่วง 4-6 วันหลังฉีด ผิวจะยกกระชับขึ้น ผิวแน่น และผิวแข็งแรงขึ้น
  • การฉีดครั้งที่ 4 : ในช่วง 6-8 วันหลังฉีด สามารถเห็นผลลัพธ์ชัดเจน ผิวยกกระชับ รูขุมขนเล็กลง ผิวเรียบเนียน สีผิวสม่ำเสมอ ริ้วรอยจางลง ผิวสุขภาพดี แข็งแรงขึ้น อย่างสมดุล

หลังจากฉีดครั้งที่ 4 ไปแล้ว สามารถเว้นระยะห่างได้นาน 3-6 เดือนก่อนการฉีดครั้งต่อไป เพื่อคงผลลัพธ์ให้ผิวดูอ่อนเยาว์อย่างต่อเนื่อง

ฉีด rejuran กี่ครั้งเห็นผล
การเปลี่ยนแปลงหลังฉีดรีจูรันแต่ละครั้ง

อาการที่อาจพบได้หลังฉีด Rejuran มีอะไรบ้าง ?

ถ้าใช้รีจูรันของแท้ ฉีดกับแพทย์ประสบการณ์สูง ภายในคลินิกความงามที่ได้มาตรฐาน ผลข้างเคียงไม่เป็นอันตรายครับ อาการจะหายได้เองใน 3-5 วัน เช่น

  • ตุ่มนูนเล็กน้อยจากยา เมื่อยาซึมแล้วจะยุบได้เอง
  • ในผู้ที่มีผิวบอบบาง หรือช้ำง่าย อาจมีรอยแดงและรอยช้ำจากเข็ม
  • อาการปวดระบมเล็กน้อย

ข้อควรระวังในการฉีด Rejuran

ข้อควรระวังในการฉีด Rejuran คือ คนไข้ควรคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเองเป็นสำคัญครับ ไม่ควรเลือกจากราคาถูกเพียงอย่างเดียว หรือหลงเชื่อหมอที่รับจ้างฉีดตามบ้าน

โดยทั่วไปแพทย์เสริมความงามจะไม่ทำแบบนี้ครับ เพราะผิดกฎหมาย เสี่ยงโดนถอดใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม และอาจทำให้คนไข้เกิดอันตรายอีกด้วย ดังนั้นถ้านัดหมายให้ไปฉีดที่บ้านคนไข้ได้ก็จะเป็นหมอกระเป๋า ที่แอบอ้างเป็นหมอครับ มักอาศัยการครูพักลักจำ ขาดความเข้าใจกายวิภาค และเทคนิคการฉีดที่ถูกต้อง หากเกิดปัญหาตามมา คนไข้ก็ไม่สามารถตามตัวให้มารับผิดชอบได้

หมอกระเป๋า คือ
รู้เท่าทัน จับผิดหมอกระเป๋า

ข้อห้ามหลังฉีด Rejuran มีอะไรบ้าง ?

คนไข้หลายคนที่มาประเมินใบหน้ากับหมอ ก็มีความกังวลใจถึงข้อห้ามหลังฉีด Rejuran ว่ามีอะไรบ้าง แต่งหน้าได้ไหม หรือมีกิจกรรมใดบ้างที่ไม่ควรทำ หมอสรุปให้ดังนี้ครับ

  • ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังฉีดรีจูรัน ไม่แนะนำให้แต่งหน้าครับ เพราะมีรอยเข็มหลายจุด อาจเสี่ยงต่อการอักเสบได้ หลังจากนั้นคนไข้ก็สามารถแต่งหน้าและบำรุงผิวได้ตามปกติ อาจเน้นสกินแคร์สูตรอ่อนโยนเป็นหลัก
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบ แผลสมานตัวช้า รวมถึงยังเป็นตัวการที่ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น ผิวโทรมหมองคล้ำได้ง่าย

Q&A เกี่ยวกับ Rejuran

ฉีด Rejuran เจ็บไหม ?

เจ็บเล็กน้อยครับ แต่อยู่ในระดับที่ทนได้ คล้าย ๆ กับการฉีดเมโสหน้าใส คนไข้อาจรู้สึกแสบ ๆ เวลาเดินยา โดยปกติจะมีการประคบเย็นหรือทายาชาเพื่อบรรเทาอาการให้ นอกจากนี้ในการฉีดรีจูรัน หมอจะใช้เข็มขนาดเล็ก ที่บางเฉียบ เพื่อตัวยามีความหนืดปล่อยผ่านเข็มได้ง่าย ยาซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเจ็บ และไม่ทิ้งรอยแผลหลังฉีด

ฉีด Rejuran อยู่ได้นานไหม ?

ถ้าฉีดรีจูรันต่อเนื่องจะอยู่ได้นาน 6-12 เดือนครับ ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และการดูแลตัวเองของแต่ละคนร่วมด้วย หากทาครีมกันแดดเป็นประจำ ดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ ก็จะช่วยยืดให้ผลลัพธ์อยู่ได้นาน ในกรณีที่ฉีด Rejuran เพียงครั้งเดียวแล้วไม่กลับมาฉีดซ้ำ ผลลัพธ์จะอยู่ได้นาน 1-2 เดือน

ฉีด Rejuran ที่ไหนดี ?

หลักการเลือกคลินิกฉีด Rejuran ก็เหมือนกับการทำหัตถการอื่น ๆ เช่น ฟิลเลอร์ โบท็อก เมโสหน้าใส คนไข้ควรคำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้บริการเป็นสำคัญครับ จะฉีดที่ไหนก็ควรเช็กปัจจัยเหล่านี้ให้ถี่ถ้วนก่อน

  • คลินิกความงามมีเลขที่ใบอนุญาต 11 หลัก เปิดถูกต้องตามกฎหมาย
  • แพทย์ประสบการณ์สูง ผ่านการอบรม “Training course for the use of REJURAN, SWH & REJURAN Thailand Academy” รวมถึงควรนำชื่อ-นามสกุลของแพทย์ไปตรวจสอบกับเว็บไซต์แพทยสภาร่วมด้วย
  • ตรวจสอบ Rejuran ว่าเป็นของแท้ และนำเข้ามาอย่างถูกต้อง
ฉีด Rejuran ที่ไหนดี
ฉีด Rejuran Skin Booster ที่ V Square Clinic

ฉีด Rejuran กี่วันเห็นผล ?

หลังฉีด Rejuran จะไม่ได้เห็นผลทันทีหลังฉีดครับ แต่จะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงใน 3-5 วัน ผิวนุ่มและเรียบเนียนมากขึ้น หากฉีดต่อเนื่องผิวก็จะยิ่งสุขภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ ผิวอ่อนเยาว์อย่างเป็นธรรมชาติ

ฉีด Rejuran อันตรายไหม ?

ไม่อันตรายครับ สาร PN ของ Rejuran เข้ากันได้ดีกับร่างกายของมนุษย์ ไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้าน นอกจากนี้รีจูรันยังผ่านการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น KFDA และอย.ไทย


Rejuran รีวิว

รีวิวฉีด rejuran
ก่อนฉีดทุกเคสแพทย์ประเมินใบหน้า และสภาพผิว 
เพื่อแนะนำหัตถการที่เหมาะสมกับความต้องการของคนไข้มากที่สุด
รีจูรัน รีวิว
ฉีด Rejuran เพื่อฟื้นฟูผิวให้อ่อนเยาว์ สุขภาพดี

สรุปเกี่ยวกับ Rejuran

Rejuran เป็นตัวช่วยเร่งกระบวนการซ่อมแซมและฟื้นฟูผิว เหมาะกับผู้ที่มีริ้วรอย รูขุมขนกว้าง ผิวหมองคล้ำ ต้องการปรับผิวให้เรียบเนียน ฉ่ำวาว สุขภาพดีแบบเร่งด่วน สามารถทำร่วมกับหัตถการอื่น ๆ เช่น ฟิลเลอร์ โบท็อก หรือเครื่องยกกระชับ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นได้ครับ

หากต้องการฉีดรีจูรันหรือทำร่วมกับหัตถการต่าง ๆ ที่ V Square Clinic มีให้บริการครับ ทุกเคสประเมินใบหน้ากับแพทย์มากประสบการณ์ เพื่อเลือกหัตถการที่เหมาะสมกับคนไข้มากที่สุด ใช้ตัวยาของแท้ ตรวจสอบได้ทุกกล่อง


อ้างอิง


สำหรับผู้อ่านทุกท่านที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ทีมแพทย์ V Square Clinic ทุกคนยินดีให้คำปรึกษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสามารถปรึกษาหมอทาง inbox facebook หรือ Line นี้ได้เลยครับ หมอตอบเองครับ

Banner_Web_หมอให้คำปรึกษา_หมอ40คน
ฉีดเมโสฝ้ากระ โดยหมอเป้

เมโสฝ้า กระ คืออะไร ? ช่วยลดรอยฝ้า กระได้จริงไหม ? กี่วันเห็นผล ต้องฉีดกี่ครั้ง ?

Categories
mesotherapy
ฉีดเมโสฝ้ากระ โดยหมอเป้

ฉีดเมโสฝ้ากระ ลดริ้วรอย จุดด่างดำ

ฝ้า กระ และริ้วรอยจุดด่างดำ เป็นตัวการทำให้ใบหน้าดูหมองคล้ำ ไม่สดใส และมีผลกระทบทางด้านความสวยงาม ที่พบได้บ่อย ๆ ครับ 

ใครที่มีปัญหาเหล่านี้และอยากกำจัดฝ้า กระ ลดริ้วรอย จุดด่างดำ เพราะรู้สึกสูญเสียความมั่นใจ การฉีดเมโสฝ้า (meso melasma) เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยฟื้นฟูผิว ให้กระจ่างใสขึ้น แต่จะเหมาะกับทุกคนหรือไม่ ? ต้องฉีดกี่ครั้ง ? หลังฉีดเมโสฝ้ากี่วันเห็นผล ? อยู่ได้นานไหม ? มียี่ห้อใดบ้าง ? หาคำตอบได้ในบทความนี้ครับ 

สารบัญ ฉีดเมโสฝ้ากระ ลดริ้วรอย จุดด่างดำ

  1. ฝ้า กระ คืออะไร มีกี่แบบ ?
  2. ฝ้า กระ เกิดจากสาเหตุอะไร ?
  3. ฝ้า กระ สามารถรักษาได้ด้วยวิธีไหนบ้าง ?
  4. เมโสฝ้า กระ คืออะไร ?
  5. ยาเมโสฝ้า กระ ทำมาจากอะไร ?
  6. การฉีดเมโสฝ้า กระ ช่วยให้หน้าดีขึ้นได้อย่างไร ?
  7. เมโสฝ้า กระ ดีอย่างไร ?
  8. ฉีดเมโสฝ้า กระ อันตรายไหม ?
  9. เมโสฝ้า กระ เหมาะกับใคร ?
  10.  ฉีดเมโสฝ้า กระ ไม่เหมาะกับใคร ?
  11. เมโสฝ้า กระ ต่างกับเมโสอื่นอย่างไร ?
  12. เมโสฝ้า กระ มีวิธีฉีดอย่างไร นานไหม ?
  13. เมโสฝ้า กระ มีกี่ยี่ห้อ ?
  14. เมโสฝ้า กระ แต่ละยี่ห้อต่างกันอย่างไร ?
  15. เมโสฝ้า กระ แต่ละยี่ห้อ ของแท้ของปลอมดูอย่างไร ?
  16.  ข้อดีของการฉีดเมโสฝ้า กระ
  17. ข้อเสียของการทำเมโสฝ้า กระ
  18. การเตรียมตัวก่อนฉีดเมโสฝ้า กระ ต้องทำอะไรบ้าง ?
  19. วิธีดูแลตัวเองหลังฉีดเมโสฝ้า กระ เพื่อให้ผลลัพธ์อยู่นาน ?
  20.  ฉีดเมโสฝ้า กระ มีผลข้างเคียงไหม ?
  21. หากมีผลข้างเคียงจากการฉีดเมโสฝ้า กระ ควรปฏิบัติตัวอย่างไร ?
  22. ฉีดเมโสฝ้า กระ กี่วันเห็นผล ?
  23. เมโสฝ้า กระ ฉีดกี่ครั้งถึงเห็นผล ?
  24. หากฉีดเมโสฝ้า กระ ไม่ต่อเนื่องจะเป็นอย่างไร ?
  25.  เมโสฝ้า กระ อยู่ได้นานไหม ?
  26.  ฉีดเมโสฝ้า กระ เจ็บไหม ?
  27. ฉีดเมโสฝ้า กระ ราคาเท่าไร ?
  28.  ฉีดเมโสฝ้า กระ ที่ไหนดี ?
  29. รีวิวการฉีดเมโสฝ้า กระ

ฝ้า กระ คืออะไร มีกี่แบบ ?

ฝ้า (Melasma) คือ ภาวะที่เซลล์สร้างเม็ดสีใต้ผิวหนังทำงานมากเกินไป จึงมีเม็ดสีหรือเมลานินเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผิวหนังเกิดปื้นสีเข้ม

ฝ้า

โดยลักษณะของฝ้าจะเป็นรอยน้ำตาลขอบไม่เรียบ พบได้ตั้งแต่สีน้ำตาลอ่อน จนถึงสีน้ำตาลเข็ม หรือน้ำตาลเทา ขึ้นอยู่กับความลึกของฝ้าในชั้นผิวหนัง สามารถแบ่งออกเป็น 4 แบบ คือ 

1.ฝ้าตื้น เป็นฝ้าในชั้นหนังกำพร้า (epidermal type) มักเห็นขอบเขตชัดเจน มีสีน้ำตาลเข้ม 

2.ฝ้าลึก ฝ้าเกิดขึ้นในชั้นหนังแท้ (dermal type)

3.ฝ้าผสม หรือ ฝ้าชนิดผสม (mixed type) เป็นชนิดที่พบได้มาก โดยพบร่วมกันทั้งฝ้าตื้นและฝ้าลึก 

4.ฝ้าที่ไม่สามารถบอกตำแหน่งได้ชัดเจน (indeterminate type) พบในผู้ป่วยที่มีสีผิวเข้มมาก ๆ ทำให้ไม่สามารถแยกได้ชัดเจนว่าฝ้าเกิดอยู่ในผิวหนังชั้นหนังกำพร้าหรือหนังแท้ 

ฝ้า พบได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย บริเวณที่ร่างกายสัมผัสแสงแดด เช่น ใบหน้า หน้าผาก โหนกแก้ม จมูก เหนือริมฝีปากบน และคาง เป็นต้น 

ตำแหน่งเกิดฝ้า

กระ (freckles) คือ จุดด่างดำที่เกิดบนใบหน้า มีลักษณะเป็นจุดเล็ก ๆ สีน้ำตาลอ่อนไปจนถึงน้ำตาลเข้ม เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติในการสร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin) คล้าย ๆ กับฝ้าครับ โดยมีการสร้างเม็ดสีเมลานินจากเซลล์เมลาโนไซต์ที่ใต้ชั้นผิวหนัง เมื่อผิวสัมผัสกับรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) เมลาโนไซต์จะเพิ่มการผลิตเมลานินเพื่อทำการปกป้องผิวจากความเสียหาย ทำให้เซลล์เม็ดสีเกิดการกระจุกรวมตัวกันมากกว่าปกติ  

กระ พบได้บนใบหน้าเป็นส่วนใหญ่ และยังสามารถพบได้บนผิวหนังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ลำคอ แขน ขา แบ่งออกได้ 4 ชนิดหลัก ๆ ดังนี้ 

  1. กระลึก (Lentigines) : เป็นกระที่อยู่ใต้ชั้นผิวลึก พบได้บริเวณโหนกแก้มมากที่สุด โดยกระชนิดนี้ จะรักษาได้ยาก 
  2. กระตื้น (Ephelides) : มักพบในคนผิวขาว จะมีลักษณะเป็นจุดเล็ก ๆ ที่มีสีเข้มหรืออ่อนกว่าผิวหนัง แต่ส่วนใหญ่เป็นสีน้ำตาล 
กระ
  1. กระแดด (Solar Lentigo) : เป็นกระที่เกิดจากการโดนแสงแดดเป็นเวลานาน พบได้มากในวัยผู้ใหญ่มากกว่าวัยรุ่น มักมีลักษณะเป็นดวงสีน้ำตาลเข้ม ผิวเรียบ 
  2. กระเนื้อ (Seborrheic Keratosis) : เป็นกระที่มักเกิดจากพันธุกรรม มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อเล็ก ๆ นูนออกมาจากผิวหนัง มักมีสีน้ำตาล สีดำ เกิดขึ้นตามใบหน้าหรือคอ 

ฝ้า กระ เกิดจากสาเหตุอะไร ?

ปัจจุบันพบสาเหตุของการเกิดฝ้า กระ มาจากหลายสิ่งเข้าไปกระตุ้น ทั้งปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม ฮอร์โมน รวมถึงกรรมพันธ์ุ 

1. แสงแดด (sun exposure)

“แสงแดด” รังสีอัลตร้าไวโอเลต หรือ รังสียูวี (ultraviolet radiation, UV) เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดฝ้า กระ และยังกระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสีมีการผลิตเม็ดสีมากขึ้น โดยเฉพาะในบ้านเราที่เป็นเมืองร้อน มีแสงแดดตลอดปี โอกาสเกิดฝ้าจากแสงแดดจึงมีสูงครับ ใครที่ตากแดดเป็นประจำ โอกาสเกิดฝ้าก็ยิ่งมีสูงมากขึ้น เพราะในแสงแดดยังมีรังสีอินฟราเรด (infrared radiation) ที่ก่อให้เกิดความร้อน และกระตุ้นให้เกิดการสร้างเม็ดสีได้เช่นเดียวกัน

แสงแดดสาเหตุการเกิดฝ้า

2. ความร้อน 

ความร้อนที่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ นอกจากแสงแดด ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดฝ้าได้เช่นกัน เช่น ความร้อนหน้าเตาไฟ พบได้บ่อย ๆ ในพ่อค้า แม่ค้าที่ต้องทำงานอยู่หน้าเตาไปเป็นเวลานาน ๆ ติดต่อกัน

3. ฮอร์โมนเพศ (sexual hormones) 

  • ฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen) 
  • ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (progesterone) 
  • ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (testosterone) 

ล้วนสัมพันธ์กับการเกิดฝ้าครับ จะเห็นได้ว่าคนที่ตั้งครรภ์บางคนมีฝ้าเกิดขึ้นใหม่ หรือเคยมีฝ้ามาก่อน ก็อาจจะมีฝ้าเข้มมากขึ้นได้ 

ฝ้า กระ

นอกจากนี้ยังพบฝ้าในผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิด หรือผู้ที่ใช้ฮอร์โมนทดแทน ขณะเดียวกันในเพศชายที่มีความผิดปกติของระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (testosterone) ก็สามารถทำให้เกิดฝ้าได้เช่นกัน 

4. ปัจจัยทางด้านเชื้อชาติและสีผิว (skin phototype) 

ลักษณะของสีผิวที่แตกต่างกันมีผลต่อการเกิดฝ้าครับ ฝ้าสามารถเกิดได้กับทุกเชื้อชาติและสีผิว แต่สามารถพบได้มากในคนผิวสองสี หรือในคนที่มีเชื้อสาย Hispanic เอเชีย อินเดีย ปากีสถาน ตะวันออกกลาง และแอฟริกัน อเมริกัน มากกว่าคนผิวขาวจัด หรือดำจัด 

5. ปัจจัยทางพันธุกรรม (genetic predisposition)

ฝ้ากับพันธุกรรม มีความสัมพันธ์กันครับ คนที่เป็นฝ้าจะมีพันธุกรรมที่เอื้อต่อการเป็นฝ้าแฝงอยู่เสมอ และในปัจจุบันยังไม่สามารถหายีนที่ควบคุมการเกิดฝ้าได้ โดยเฉพาะญาติสายตรง เช่น บิดา มารดา พี่ หรือน้อง (first-degree relatives) จะมีโอกาสเกิดฝ้าได้สูง มีการศึกษาในปี ค.ศ. 2009 ซึ่งเก็บข้อมูลจากหลายประเทศทั่วโลก พบว่าประมาณร้อยละ 48 ของคนที่เป็นฝ้ามักจะมีประวัติคนในครอบครัวเป็นฝ้าเช่นเดียวกัน

6. การอักเสบของผิวหนัง 

เมื่อผิวหนังเกิดการอักเสบ ซึ่งอาจมีสาเหตุจากการทายาบางชนิด หรือทำหัตถการที่ส่งผลต่อผิวหนัง เช่นการทำเลเซอร์บางประเภท ก็จะสามารถกระตุ้นให้ฝ้าที่เป็นอยู่เข้มขึ้นได้ 

7. ยารับประทานบางชนิด

โดยเฉพาะยากันชัก กลุ่ม Phenytoin หรือยาในกลุ่มที่ก่อให้เกิดการไวต่อแสง (photosensitizing drugs) สามารถกระตุ้นให้เกิดฝ้าได้

8. ไม่ใช้ครีมบำรุง

ในกลุ่มคนที่ไม่ค่อยดูแลตัวเอง ไม่ใช้ครีมบำรุง ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น ส่งผลให้ผิวไม่แข็งแรง ทำให้เกิดฝ้า กระ ได้ง่าย 

9. ภาวะเครียด 

มีรายงานการเกิดฝ้า กระ ตามหลังภาวะเครียด และในคนที่เป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งอาจจะสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นผิดปกติของฮอร์โมนบางชนิดที่สามารถกระตุ้นให้มีการสร้างเม็ดสีมากขึ้นได้

10. โรคบางชนิด 

โรคบางชนิด เช่น ความผิดปกติของไทรอยด์โดยเฉพาะกลุ่ม Autoimmune thyroid disease เนื้องอกรังไข่ (ovarian tumors) ก็เคยมีรายงานการกระตุ้นให้ฝ้าเป็นมากขึ้น


ฝ้า กระ สามารถรักษาได้ด้วยวิธีไหนบ้าง ?

ฝ้าเป็นโรคที่รักษาค่อนข้างยาก ใช้เวลาในการรักษานาน และมักเป็น ๆ หาย ๆ จึงต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้องพยายามหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นทำให้เกิดฝ้า กระ ร่วมด้วย 

รักษาฝ้า

ในส่วนของวิธีการรักษาปัจจุบัน ทำได้หลายวิธี โดยใช้ระยะเวลาในการรักษาและให้ผลลัพธ์หลังการรักษาแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของฝ้า ดังนี้ 

  • การใช้ยาทา

การรักษาฝ้าโดยใช้ยาทา จะมีตัวยาหลายสูตร ส่วนผสมหลักคือ ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) ซึ่งเป็นยาที่ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้นครับ เพราะหากตัวยามีผสมของสารไฮโดรควิโนนที่มากเกินไป จะส่งผลอันตรายต่อผิว ถึงขั้นเซลล์เม็ดสีตายและเกิดเป็นด่างขาวขึ้นได้ 

ปัจจุบันพบได้บ่อย ๆ ในครีมที่โฆษณาเกินจริงว่าสามารถลดฝ้า จุดด่างดำ ได้เร็ว ๆ ภายใน 3 วัน 7 วัน แบบนี้ต้องระวังครับ 

Vsquare tips

ข้อควรรู้ : ในปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ห้ามผสมสารไฮโดรควิโนนในเครื่องสำอาง เกินร้อยละ 2 แต่กรณีความเข้มข้นที่สูงขึ้น ต้องให้แพทย์สั่งจ่ายและติดตามผลเพื่อประเมินอาการและ ผลข้างเคียงจากการใช้ยา

  • การฉีดเมโสฝ้ารักษาฝ้า กระ 

การฉีดเมโสลดฝ้ากระ จะเป็นการฉีดตัวยาหรือวิตามินเข้าไปในชั้นผิวเพื่อช่วยยับยั้งการทำงานของเม็ดสี ข้อดีคือตัวยาจะซึมเข้าสู่ผิวได้ทันที จึงให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วกว่าการทาครีมลดฝ้า ช่วยลดฝ้า กระ และจุดด่างดำได้เร็ว ปัจจุบันได้รับความนิยมมากครับ เพราะราคาไม่แพง และมีขั้นตอนการทำที่ไม่ยุ่งยาก ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ เกี่ยวกับการฉีดเมโสลดฝ้า/เมโสเมลาสมา หมอจะอธิบายอย่างละเอียดให้หัวข้อต่อ ๆ ไป  

  • ยากินลดฝ้า

นอกจากยาทา ยาฉีดแล้ว ยังมีในส่วนของยากินกลุ่ม Tranexamic acid ซึ่งเป็นยาที่มีรายงานทางการแพทย์ว่าสามารถทำให้ฝ้าจางลงได้ แต่เนื่องจากยาตัวนี้มีผลรักษาเกี่ยวกับระบบการแข็งตัวของเลือด และมีผลข้างเคียงอื่น ๆ การใช้ยาจึงต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด และก่อนการรักษาจะต้องมีการตรวจและประเมินก่อนให้ยาโดยแพทย์

  • ทรีตเมนต์รักษาฝ้า

การทำทรีตเมนต์รักษาฝ้าด้วยสารเคมีอ่อน ๆ (superficial chemical peels) เช่น การผลัดผิวด้วยกรด TCA หรือกรดผลไม้ สามารถช่วยทำให้ผิวหนังบริเวณที่มีฝ้าหลุดลอกออกได้ครับ แต่ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยม เพราะมีโอกาสเกิดผลข้างเคียง เช่น อาการแดงอักเสบของผิวหนัง การติดเชื้อ ทำให้เกิดรอยดำตามมาภายหลังได้

ทรีตเมนท์รักษาฝ้า

อีกทรีตเมนต์รักษาฝ้าที่ยังเป็นนิยม คือ Electroporation หรือการใช้เครื่องมือ ion wave นำตัวยาเข้าสู่ชั้นผิว ซึ่งลงได้ลึกกว่าการทายา สามารถช่วยลดการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสี มักใช้เสริมการรักษาหลังจากที่ทำเลเซอร์ครับ 

  • กรดวิตามินลดฝ้า  

กรดวิตามินเป็นยาทาที่ช่วยเร่งการหลุดลอกของเซลล์ผิวชั้นบน จึงช่วยให้รอยฝ้าดูจางลงได้ โดยกรดวิตามินที่ทำมาใช้ ได้แก่ 

  • กรดวิตามินเอ (tretinoin 0.025-0.1%) ช่วยทำให้มีการแบ่งตัวของผิวหนังเร็วมากขึ้น มีการผลัดและหลุดลอกของผิวหนังชั้นบนได้เร็วและยังมีส่วนช่วยในการยับยั้งการส่งต่อของเม็ดสีจากเซลล์สร้างเม็ดสีไปที่เซลล์ผิวหนัง ยับยั้งการสร้างเม็ดสี และลดการอักเสบของผิวหนัง แม้จะมีข้อดีแต่ก็ต้องระมัดระวังในการใช้ครับ เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น ทำให้มีการระคายเคืองต่อผิวหนัง มีอาการ แห้ง ลอก แสบ แดง คันได้ 
  • กรดอะเซเลอิค (azelaic acid) ตัวนี้จะช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน ลดกระบวนการอักเสบ ของผิวหนัง และช่วยรักษาฝ้าได้ โดยต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม (ขนาด 15-20%) หลังใช้อาจพบผลข้างเคียงเล็กน้อยจากการใช้ยา เช่น แดง คัน แสบบริเวณที่ทายา เป็นต้น 
กรดวิตามินลดฝ้า
  • กรดวิตามินซี (ascorbic acid) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบของผิวหนัง ทำให้ฝ้าจางลงได้ 
  • การใช้เลเซอร์รักษาฝ้า 

การใช้เลเซอร์รักษาฝ้า กระ มักทำในกลุ่มที่มีปัญหาค่อนข้างมาก เพื่อทำลายเม็ดสีส่วนเกิน เป็นวิธีที่ค่อนข้างได้รับความนิยม กลุ่มที่เลเซอร์ที่ช่วยลดฝ้าได้แก่ Q-switched Nd YAG, Copper Bromide laser, PicoSure etc. ซึ่งเป็นเลเซอร์กลุ่มที่ยิงผ่านผิวหนังลงไปทำลายเม็ดสีส่วนเกินให้แตกออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ

ซึ่งต้องทำโดยเครื่องเลเซอร์ที่ได้มาตรฐานและทำโดยแพทย์เท่านั้น เพื่อผลการรักษาที่น่าพึงพอใจ และไม่ไปกระตุ้นทำให้ฝ้ามีมากขึ้นครับ 

เลเซอร์ลดฝ้า

ถึงแม้ว่าการรักษาฝ้าจะมีหลายวิธีตามที่หมอกล่าวมาข้างต้น แต่ปัจจุบัน “ฝ้า” ยังเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ครับ สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ ดังนั้นหนึ่งเรื่องสำคัญในการรักษาฝ้า เพื่อลดการกลับมาเป็นซ้ำ คือการหาสาเหตุและหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นการเกิดฝ้า เช่น ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด สารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่าง ๆ 


เมโสฝ้า กระ คืออะไร ?

เมโสฝ้า คืออะไร ? การฉีดเมโสฝ้า/Meso Melasma คือเทคนิคการฉีดแบบเดียวกับ mesotherapy หรือการฉีดวิตามิน ตัวยาเข้มข้นหลาย ๆ ชนิด ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อผิว เข้าสู้ผิวชั้นกลาง หรือที่เราเรียกกันว่า “ผิวชั้นเมโส” โดยตรง จึงสามารถกระจายตัวยารักษาฝ้าอย่างเฉพาะเจาะจง และตัวยาซึมเข้าสู่ผิวทันที

การฉีดเมโสฝ้า กระ จุดด่างดำ

ด้วยคุณสมบัติของตัวยาที่ฉีดเข้าไป จะช่วยควบคุมให้เซลล์สีหรือเม็ดสีทำงานลดลง จึงส่งผลให้รอยฝ้า กระจางลดลง จุดด่างดำ จางลงได้เร็วขึ้นครับ เป็นการฉีดด้วยเทคนิคเฉพาะที่ต้องทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ ร่วมกับการเลือกตัวยาที่เหมาะสมกับปัญหาของแต่ละบุคคล


ยาเมโสฝ้า กระ ทำมาจากอะไร ?

เนื่องจากตัวยาเมโสฝ้า/mesoฝ้า มีหลายสูตร หลายยี่ห้อ ส่วนประกอบแตกต่างกัน แต่ส่วนประกอบหลัก ๆ ของตัวยาเมโสสลายฝ้า ที่ทำให้เซลล์มีเม็ดสี Melanin น้อยลง และช่วยฟื้นฟูผิว ตัวอย่างเช่น 

  • Tranexamic acid หรือ Transamin เป็นสารที่ช่วยลดการทำงานของเม็ดสี (Melanin) 
  • Idebenone เป็นอนุพันธ์ของสาร Coenzyme Q10 ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดริ้วรอย ฟื้นฟูผิว
  • Vitamin C มีส่วนช่วยให้ผิวดูกระจ่างใส เปล่งปลั่ง และมีคุณสมบัติในการยับยั้ง Tyrosinase ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญที่กระตุ้นให้เซลล์สร้างเม็ดสี 
  • N-acetyl glucosamine ช่วยลดเลือนรอยดำ ผิวที่ถูกทำร้ายจากแสงแดด ลดปริมาณเม็ดสีในเซลล์ 
  • Multivitamins+Antioxidants หรือสารบำรุงผิวตัวอื่น ๆ ที่ช่วยฟื้นฟูและบำรุงผิวในระดับเซลล์ รักษาฝ้า ลดรอยดำสิว ช่วยให้เซลล์สร้างเม็ดสีขาว แทนเม็ดสีคล้ำ
  • Alpha arbutin ที่มีส่วนช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างเม็ดสีเมลานิน 
  • Glutathione (GSH) ที่มีส่วนช่วยลดการสังเคราะห์เมลานิน ทำให้สีผิวดูกระจ่างใสขึ้น
  • Collagen ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว 
  •  pdrn (Polydeoxyribonucleotide) ที่ช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ ดูกระจ่างใส กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ที่ถูกทำลายจากมลภาวะต่าง ๆ

การฉีดเมโสฝ้า กระ ช่วยให้หน้าดีขึ้นได้อย่างไร ? 

หลังการฉีดเมโสลดฝ้า ส่วนผสมของตัวยาที่ฉีดเข้าไปแต่ละสูตร จะออกฤทธิ์ได้ทันที ทำให้ในเซลล์มีเม็ดสี Melanin น้อยลง ทำให้เห็นผลลัพธ์ว่าฝ้าที่สีเข้มเริ่มจางลงเร็ว สีผิวดูสม่ำเสมอ และกระจ่างใสขึ้น 

การทำงานของเมโสฝ้า

เมโสฝ้า กระ ดีอย่างไร ? 

การฉีดเมโสฝ้า กระ ถือเป็นอีกตัวเลือกที่ดีครับ ช่วยให้ผิวดูขาวใสขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาหรือยุ่งยากกับการทาครีม หรือรับประทานยา ที่สำคัญตัวยาแต่ละสูตรยังมีส่วนช่วยฟื้นฟูผิวด้านอื่น ๆ เช่น ช่วยให้ผิวหน้าเรียบเนียนสม่ำเสมอ ผิวอิ่มฟู ชุ่มชื้นขึ้น ช่วยลดริ้วรอย ลดสิว ทำให้ผิวสุขภาพดีขึ้น 


ฉีดเมโสฝ้า กระ อันตรายไหม ?

เนื่องจากตัวยา Meso ลดฝ้า เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ สามารถสลายได้เอง หลังฉีดไม่ทำให้ผิวบางลง จึงมีความปลอดภัย แต่ต้องเป็นตัวยาที่มีคุณภาพ มีกระบวนการผลิตและจัดเก็บตัวยาที่ได้มาตรฐาน และฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ ภายในคลินิกที่ได้มาตรฐานเท่านั้นครับ 

การฉีดเมโสฝ้าที่ต้องระวังคือการฉีดเมโสฝ้าปลอมครับ เนื่องจากปัจจุบันการฉีดเมโสฝ้าเป็นที่นิยมมาก อาจมีบางคลินิกที่ไม่ซื่อสัตย์กับคนไข้ ใช้ตัวยาหิ้ว ตัวยาที่ไม่ได้มาตรฐานมาใช้ เพราะราคาถูก ทำให้หลังฉีดอาจเกิดอาการแพ้ เป็นผื่น ทำให้ผิวบางหรือเกิดการอักเสบได้ครับ อีกกรณีที่ต้องระวังคือ รับฉีดตัวยาเมโสตามบ้าน หรือสั่งซื้อตัวยาเองทางออนไลน์ โดยผู้ขายสอนวิธีฉีดให้ ซึ่งเสี่ยงต่อการอักเสบติดเชื้อได้ง่ายครับ 


เมโสฝ้า กระ เหมาะกับใคร ?

การฉีดเมโสฝ้า Meso Melasma สามารถฉีดได้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ที่ต้องการลดฝ้า กระ จุดด่างดำบนใบหน้า รวมถึงผู้ที่ต้องการมีผิวหน้ากระจ่างใสขึ้น

เมโสฝ้า กระ เหมาะกับใคร

ฉีดเมโสฝ้า กระ ไม่เหมาะกับใคร ?

อย่างที่กล่าวไปว่าใครที่มีปัญหาฝ้า กระ และจุดด่างดำ ก็สามารถฉีดเมโสฝ้าได้ เพราะเป็นอีกตัวช่วยที่ดีในการลดเม็ดสี ในเคสที่มีปัญหาฝ้าหนา ๆ อยากเห็นผลเร็ว ๆ สามารถฉีดเมโสฝ้า ร่วมกับการทำเลเซอร์ หรือรับประทานยาลดฝ้าร่วมด้วยได้ โดยสามารถปรึกษาแพทย์ เพื่อแนะนำตามความเหมาะสมเป็นเคส ๆ ไปครับ

ปรึกษาแพทย์แนะนำตัวยาเมโสฝ้าที่เหมาะสม โดยหมอนุ่น

เมโสฝ้า กระ ต่างกับเมโสอื่นอย่างไร ?

เมโสฝ้า กระ กับเมโสอื่น ๆ จะต่างกันที่ตัวยาครับ แต่มีเทคนิคการฉีดเหมือนกัน ปัจจุบันตัวยาเมโส มีทั้งสูตรลดฝ้า สูตรลดสิว ลดการอักเสบ รวมถึงสูตรฟื้นฟูผิว กระตุ้นคอลลาเจน ทำให้แต่ละยี่ห้อมีวัตถุประสงค์การใช้ต่างกันครับ 


เมโสฝ้า กระ มีวิธีฉีดอย่างไรนานไหม ?

สำหรับวิธีฉีดเมโส กระ จะเป็นการฉีดตัวยาลงบนผิวชั้นกลาง ด้วยเทคนิคการฉีด 16 จุด โดยจะฉีดตามทิศทางการไหลเวียนของต่อมน้ำเหลือง คล้ายเราฝังตัวยาไว้ที่ต้นน้ำแล้วปล่อยให้ยาค่อย ๆ ไหลกระจายออกมา ซึ่งข้อดีคือ เป็นแผลน้อย รอยช้ำน้อย เจ็บน้อย ตัวยาออกฤทธิ์ได้ยาวนาน 


เมโสฝ้า กระ มีกี่ยี่ห้อ?

ยี่ห้อเมโสฝ้า

ตัวยาเมโสฝ้า กระ ที่ถูกนำมาในคลินิกเสริมความงาม มีหลายยี่ห้อครับ สำหรับที่ V Square Clinic มียี่ห้อที่ช่วยลดฝ้า ดังนี้ 

  • Made Collagen 
  • Filorga
  • Revs 
  • Neo Glutanex Glow 
  • Tensonez 
  • Alpha Arbutin 

โดยผลลัพธ์หลังฉีดเมโสฝ้า จะช่วยชะลอการกระจายของฝ้า และช่วยให้จางลงได้ 20-50% ในบางเคสครับ โดยผลการรักษาแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาและชนิดของฝ้าด้วย


เมโสฝ้า กระ แต่ละยี่ห้อต่างกันอย่างไร ? 

ตัวยาเมโสฝ้า เมโสหน้าใส แต่ละยี่ห้อจะมีจุดเด่นแตกต่างกันไปตามส่วนผสม หมอจะอธิบายถึงจุดเด่นของแต่ละยี่ห้อ ดังนี้

  • ยี่ห้อ Made Collagen (มาเด้ คอลลาเจน)
เมโสฝ้า Made Collagen

 Made Collagen เน้นลดสิว ลดผื่น ฝ้า กระ ริ้วรอย จุดด่างดำ ขับสารพิษ เป็นยี่ห้อหนึ่งที่ได้รับความนิยมในอันดับต้น ๆ มีคุณสมบัติช่วยบำรุง ฟื้นฟู ทำให้ผิวแข็งแรง ลดการเกิดฝ้า 

  • ยี่ห้อ Filorga และ Revs NCFS 
เมโสฝ้าRevs NCFS

Filorga /Revs NCFS มีจุดเด่นเรื่องช่วยให้ผิวขาวใส ลดฝ้า เติมความชุ่มชื้น และช่วยบำรุงผิว หลังฉีดช่วยลดริ้วรอยจุดด่างดำ ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอและกระจ่างใสขึ้น

  • ยี่ห้อ Neo Glutanex Glow และ Tensonez 
เมโสฝ้ายี่ห้อNeo Glutanex Glow
เมโสฝ้ายี่ห้อTensonez

Neo Glutanex Glow และ Tensonez จะช่วยให้ผิวขาวอมชมพู ผิวชุ่มชื้น ลดริ้วรอย ฝ้า กระ หลุมสิว กระชับรูขุมขน  

  • ยี่ห้อ Alpha Arbutin 
เมโสฝ้ายี่ห้อAlpha Arbutin

Alpha Arbutin ยี่ห้อนี้จะเน้นลดฝ้าโดยตรง ช่วยปรับผิวกระจ่างใสแบบเร่งด่วน ลดความหมองคล้ำ หน้าโทรม และช่วยลดรอยสิวได้ด้วย 

นอกจากนี้ยังมีตัวยาอื่น ๆ ที่ช่วยฟื้นฟูผิว ทำให้ผิวแข็งแรง ลดความเสี่ยงเกิดปัญหาผิว อาทิ ผิวขาดน้ำ ผิวแห้ง ผิวบาง ผิวแพ้ง่าย เช่น การฉีด rejuran ,exosome และ cytocare เป็นต้น 


เมโสฝ้า กระ แต่ละยี่ห้อ ของแท้ของปลอมดูอย่างไร ?

ใครที่สนใจฉีดเมโสลดฝ้า การทราบข้อมูลตัวยาก่อนฉีดเป็นเรื่องที่ดีครับ ช่วยให้มั่นใจก่อนฉีดได้มากขึ้นว่าตัวยาที่ใช้มีความปลอดภัยหรือไม่ หมอมีตัวอย่างวิธีการดูตัวยาเมโสลดฝ้า 2 ยี่ห้อ ที่ได้รับความนิยม มาให้ศึกษาดังนี้ 

วิธีตรวจสอบ Tensonez ของแท้

วิธีตรวจสอบ Tensonez ของแท้
  • มีสติกเกอร์ฮาโลแกรมสีทอง สกรีนคำว่า Edencolors ติดบนกล่องทั้ง 2 ข้าง ไม่สามารถลอกออกได้
  • มีสติกเกอร์ Hidden tag ด้านหลังกล่อง และมี QR code เพื่อนำไปสแกนเช็กในระบบว่าเป็นของแท้

วิธีตรวจสอบ Alpha arbutin ของแท้

วิธีตรวจสอบ Alpha arbutin ของแท้
  • มีบาร์โค้ดระบุชื่อคลินิกหรือบริษัทที่ซื้อ
  • มี QR code เพื่อนำไปสแกนเช็กในระบบว่าเป็นของแท้

เพื่อความปลอดภัย ก่อนฉีดเมโสฝ้า คนไข้สามารถขอให้แพทย์แกะกล่อง เปิดขวด ผสมตัวยาให้ดูต่อหน้าได้ครับ หรือขอขวดกลับบ้านไปเช็กข้อมูลต่อได้ เพื่อให้มั่นใจว่ายาที่ฉีดให้เรานั้นเป็นยาแท้ที่มีคุณภาพ


ข้อดีของการฉีดเมโสฝ้า กระ

  • หลังฉีดฝ้า กระจางลง เห็นผลไวกว่าการทาครีม
  • ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน ลดปัญหาผิวหน้าได้
  • มีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาไม่นาน 
  • ไม่ต้องพักฟื้น สามารถใช้หน้าได้เลย
  • ปลอดภัย ไม่มีสารตกค้าง ไม่มีผลข้างเคียง

ข้อเสียของการทำเมโสฝ้า กระ

อย่างที่หมออธิบายไว้ตั้งแต่ต้นว่า การรักษาฝ้าไม่มีการรักษาที่หายขาดแบบถาวร การฉีดเมโสรักษาฝ้าก็เช่นกัน แม้จะช่วยลดฝ้าได้จริง แต่ไม่สามารถอยู่ได้ถาวร โดยการฉีดเมโสฝ้า จะเป็นการควบคุมให้เม็ดสีทำงานลดลง ช่วยชะลอการกระจายของฝ้า หากยังมีปัจจัยก่อให้เกิดฝ้าเข้ามากระตุ้น ฝ้าก็สามารถกลับมาได้ครับ 


การเตรียมตัวก่อนฉีดเมโสฝ้า กระ ต้องทำอะไรบ้าง

การเตรียมตัวก่อนฉีดเมโสฝ้า ไม่มีอะไรมากครับ ในเบื้องต้น คนไข้จะต้องเข้าปรึกษาแพทย์พื่อพิจารณาปัญหาที่ต้องการแก้ไขว่าสามารถใช้เมโสช่วยอย่างไรได้บ้าง พร้อมแจ้งประวัติด้านสุขภาพ ประวัติการใช้ยา การแพ้ยา หรือโรคประจำตัวก่อนทุกครั้ง เพื่อที่แพทย์จะได้เลือกสูตรเมโสที่เหมาะสมครับ


วิธีดูแลตัวเองหลังฉีดเมโสฝ้า กระ เพื่อให้ผลลัพธ์อยู่นาน

  • หลังฉีด 2-3 ชั่วโมง คนไข้สามารถล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า หรือใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยน ล้างหน้าอย่างเบามือ ไม่ถู หรือขัดหน้าแรง เพื่อลดการระคายเคือง
  • พยายามเลี่ยงแสงแดด และทากันแดด SPF 50 ขึ้นไป อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการเกิดฝ้าใหม่ได้ครับ 
  • ควรดูแลบำรุงผิวให้คงความชุ่มชื้นอยู่เสมอโดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสารอุ้มน้ำอย่าง Hyaluron หรือทามอยส์เจอไรเซอร์ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว และยังช่วยปรับสีผิวให้สม่ำเสมออยู่ได้นานขึ้น
  • ควรเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะเป็นหนึ่งในตัวการทำให้ผิวเสียความชุ่มชื้น กระตุ้นให้เกิดฝ้า กระได้ง่าย รวมถึงควรงดหรือลดการสูบบุหรี่ เพราะเป็นต้นเหตุทำให้ผิวหมองคล้ำเร็ว
  • ควรงดอาหารหมักดอง งดของมัน ของทอด รวมถึงอาหารรสหวานจัด เค็มจัด อาหารที่มีไขมันสูง เนื่องจากอาหารเหล่านี้ส่งผลให้เกิดการอักเสบของผิว ทำให้ผิวระคายเคืองจึงเกิดริ้วรอย จุดด่างดำ รวมถึงฝ้า กระ ได้ 

แนะนำหลังฉีดเมโสฝ้า/เมโสหน้าใส ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ทำให้ผิวดูเปล่งปลั่ง กระจ่างใส สุขภาพดี


ฉีดเมโสฝ้า กระ มีผลข้างเคียงไหม ?

การฉีดฝ้า หรือฉีดเมโสหน้าใสลดฝ้า เป็นหัตถการที่มีความปลอดภัย เมื่ออยู่ภายใต้การดูแลที่ได้มาตรฐานครับ หลังฉีดเสร็จทันทีที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น 

  • มีรอยเข็ม บวมหรือระบบตามใบหน้าได้ ซึ่งรอยเข็มเหล่านี้จะหายไปเองภายใน 1-3 วัน 
  • บางเคสมีตุ่มนูน ๆ เล็ก ๆ ตรงบริเวณที่ฉีด แต่เมื่อตัวยาซึมเข้าผิวหมดแล้วก็จะยุบลงไปเอง

หากมีผลข้างเคียงจากการฉีดเมโสฝ้า กระ ควรปฏิบัติตัวอย่างไร ? 

ในกรณีเกิดผลข้างเคียง เช่น มีการอักเสบบวมแดง นาน 1 สัปดาห์ ควรรีบปรึกษาแพทย์ครับ 


ฉีดเมโสฝ้า กระ กี่วันเห็นผล ? 

การฉีดเมโสฝ้ากระ จะช่วยให้ผิวหน้าดูขาวใสขึ้น ในช่วง 3 วันหลังฉีด และจะเห็นผลเต็มที่ประมาณ 1 เดือน


เมโสฝ้า กระ อยู่ได้นานไหม ?

หลังจากนั้นจะสามารถคงผลลัพธ์อยู่ได้นาน 1-2 เดือน หรือนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับวิธีการดูแลตัวเอง ในช่วงเดือนแรกควรฉีดทุกสัปดาห์ หลังจากนั้นฉีดทุก ๆ 2 สัปดาห์ เพื่อคงสภาพ


เมโสฝ้า กระ ฉีดกี่ครั้งถึงเห็นผล ?

การฉีดเมโสฝ้าควรฉีดอย่างต่อเนื่อง โดยในครั้งแรกที่ฉีดสามาถเห็นการเปลี่ยนแปลงว่าผิวชุ่มชื้นและกระจ่างใสขึ้น ควรฉีดอย่างน้อย 3-5 ครั้ง ทุกสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ในช่วง 1 เดือนแรก หลังจากนั้นควรฉีดทุก ๆ 2-3 สัปดาห์เพื่อคงสภาพ


หากฉีดเมโสฝ้า กระ ไม่ต่อเนื่องจะเป็นอย่างไร ?

ในกรณีที่ฉีดเมโสฝ้า กระ ไม่ต่อเนื่อง ไม่ได้มีผลอะไรที่เป็นอันตรายครับ แต่อาจเห็นผลลัพธ์ได้ไม่ชัดเจน ในเบื้องต้น แนะนำฉีดซ้ำทุก ๆ 1-2 อาทิตย์ เพื่อช่วยให้ฝ้าดูจางลง บางคนอาจจะเห็นผลไว บางคนต้องใช้เวลา ซึ่งสามารถกลับมาฉีดซ้ำได้ทุก ๆ สัปดาห์ จนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่พอใจครับ 


ฉีดเมโสฝ้า กระ เจ็บไหม ?

ฉีดเมโสฝ้า กระ ไม่เจ็บครับ เพราะทางคลินิกจะมีการแปะยาชาทั่วหน้า จึงช่วยบรรเทาความเจ็บระหว่างฉีดได้ แต่ขณะฉีดคนไข้อาจรู้สึกแสบจากการเดินยาได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องกังวลครับ 


ฉีดเมโสฝ้า กระ ราคาเท่าไร ?

การฉีดเมโสลดฝ้า กระ ราคาจะขึ้นอยู่กับยี่ห้อที่เลือกใช้ ดังนี้ 

  • มาเด้คอลลาเจน (MADE Collagen)

1 ครั้ง ราคา 2,500.-
คอร์ส 5 ครั้ง 9,900.-

  • Filorga (Fillmed)

1 ครั้ง ราคา 9,000.-
คอร์ส 5 ครั้ง 39,000.-

  • Revs

1 ครั้ง ราคา 6,000.-
คอร์ส 5 ครั้ง 25,000.-

  • Neo Glutanex Glow /Tensonez / Alpha arbutin

1 ครั้ง ราคา 3,500.-
คอร์ส 5 ครั้ง 15,000.-


ฉีดเมโสฝ้า กระ ที่ไหนดี ?

การแก้ปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำ ต้องทำอย่างต่อเนื่องด้วยวิธีการที่เหมาะสม ถึงจะเห็นผล โดยควรให้ความสิ่งสำคัญกับความปลอดภัยเป็นสำคัญ โดยเฉพาะตัวยาเมโส หากต้องการฉีดสลายฝ้าจะต้องเป็นตัวยาแท้ ที่มีคุณภาพได้มาตรฐานเท่านั้นครับ ดังนั้นก่อนตัดสินใจฉีดเมโสฝ้า กระ ที่ไหนดี ควรพิจารณาสิ่งเหล่านี้ควบคู่ไปด้วย 

  • คลินิกฉีดเมโสฝ้าต้องได้มาตรฐาน : ชื่อคลินิก ที่ตั้งคลินิก บรรยากาศคลินิก ในเบื้องต้นต้องมีความน่าเชื่อถือ จากนั้นให้เช็กใบอนุญาตว่ามีการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสถานประกอบการอย่างถูกต้องหรือไม่ มีอุปกรณ์ และเครื่องมือทำหัตถการมีความปลอดภัยไหม เพราะถ้าอุปกรณ์ไม่มีความสะอาดมากพอ อาจทำให้เกิดการติดเชื้อและเกิดรอยแผลเป็นได้ครับ

คลินิกที่ได้มาตรฐานจะต้องประกอบด้วยหลักฐานดังต่อไปนี้

  1. แสดงใบอนุญาตให้ประกอบกิจการ และอนุญาตดำเนินการสถานพยาบาลไว้ในที่เปิดเผยและเห็นได้ง่าย
  2. จะต้องติดป้ายชื่อ ประเภทและลักษณะการให้บริการ รวมทั้งเลขที่ใบอนุญาตให้ประกอบกิจการจำนวน 11 หลัก ที่ด้านหน้าสถานพยาบาล
  3. ติดป้ายชื่อพร้อมรูปถ่าย เลขที่ใบอนุญาตของแพทย์ที่ทำการรักษา ที่หน้าห้องตรวจ-รักษา
ฉีดเมโสฝ้า กระ คุณนิโคล
  • หมอมีประสบการณ์ : การฉีดเมโสลดฝ้า เมโสหน้าใส รวมถึงหัตถการอื่น ๆ หากอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่มีประสบการณ์สูง ก็จะเพิ่มความมั่นใจได้ครับ

ในกรณีที่พบเห็นมีการรับฉีดเมโสตามบ้าน ร้านเสริมสวย จะเป็นหมอกระเป๋า หรือพยาบาลที่ครูพักลักจำมา ไม่ได้มีความรู้จริง ๆ ครับ และโดยปกติ ตัวยาแท้ที่นำเข้าอย่างถูกต้องจะขายให้กับแพทย์หรือโรงพยาบาลเท่านั้น ดังนั้นยาที่หมอกระเป๋าใช้นั้น จึงมักเป็นยาปลอม ยาหิ้วที่หาซื้อได้ง่ายตามอินเทอร์เน็ต หลังฉีดนอกจากจะไม่เห็นผล ยังเสี่ยงเกิดอันตราย หรือเกิดผลข้างเคียงได้ครับ 


รีวิวการฉีดเมโสฝ้า กระ

mesomelasmaรีวิว
เมโสฝ้ากระรีวิว
รีวิว Made Collagen และ LLD Fat คุณโบ้ท By V Square Clinic

สรุป ฉีดเมโสฝ้าดีไหม ? 

การฉีดเมโสลดฝ้ากระ ถือเป็นหัตถการตัวช่วยที่ดีในการลดฝ้า กระ จุดด่างดำ มีความปลอดภัยสูง และเห็นผลเร็ว หากอยู่ภายใต้การดูแลที่ได้มาตรฐานและแพทย์ที่มีประสบการณ์ครับ

หากสนใจฉีดเมโสฝ้ากระ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินปัญหาผิวหน้าก่อนว่าเหมาะกับตัวยาสูตรใด ก่อนตัดสินใจฉีด เพื่อความคุ้มค่าและผลลัพธ์เป็นไปตามที่คาดหวัง


เอกสารอ้างอิง 

1. Therapeutical Approaches in Melasma

2.ฝ้า(Melasma) สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข 


สำหรับผู้อ่านทุกท่านที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ทีมแพทย์ V Square Clinic ทุกคนยินดีให้คำปรึกษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสามารถปรึกษาหมอทาง inbox facebook หรือ Line นี้ได้เลยครับ หมอตอบเองครับ

Banner_Web_หมอให้คำปรึกษา_หมอ40คน
มาเด้คอลลาเจน ราคา คุณต่าย

มาเด้คอลลาเจน ราคาแต่ละสูตรเป็นอย่างไร ? แตกต่างกันไหม ?

Categories
mesotherapy
มาเด้คอลลาเจน ราคา

มาเด้คอลลาเจน ราคาไม่แพงครับถ้าเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้ เริ่มต้นเพียงครั้งละ 2,500 บาท โดยมาเด้ คอลลาเจน เป็นชื่อยี่ห้อยาที่ใช้ฉีดเมโสหน้าใส มีจุดเด่นในเรื่องการขับสารพิษ ลดการอักเสบของผิว ลดสิว และทำให้หน้าขาวใสขึ้นได้บางส่วน ถือเป็นตัวช่วยบำรุงผิวที่คุ้มค่า ฟื้นฟูผิวได้โดยตรง เห็นผลลัพธ์รวดเร็วครับ

สำหรับใครที่สนใจฉีดมาเด้คอลลาเจน หมอมีข้อมูล รีวิวและโปรโมชันฉีดมาเด้คอลลาเจน ราคาพิเศษ มาแนะนำให้ในบทความนี้

ฉีดมาเด้คอลลาเจน หมอเอก
ฉีดมาเด้คอลลาเจน ที่ V Square Clinic

สารบัญ มาเด้คอลลาเจน ราคา

  1. มาเด้คอลลาเจน ราคาเป็นอย่างไร ?
  2. มาเด้คอลลาเจนของแท้ ราคาต่างจากของปลอมมากไหม ?
  3. มาเด้คอลลาเจน ราคาโปรโมชัน
  4. รีวิวมาเด้คอลลาเจน

มาเด้คอลลาเจน ราคาเป็นอย่างไร ?

มาเด้คอลลาเจน ราคาจะขึ้นอยู่กับสูตรหรือปริมาณ CC ที่ใช้ ซึ่งแต่ละตัวก็จะมีคุณสมบัติและให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไป ดังนี้

  • มาเด้คอลลาเจน เน้นขับสารพิษในผิว ลดสิว ลดผดผื่น บำรุงผิวให้แข็งแรง
  • Filorga (Fillmed) ช่วยบำรุงผิวขาวใส ลดจุดด่างดำ เติมความชุ่มชื้น ฟื้นฟูผิว
  • Revs NCFS มีจุดเด่นในการบำรุง ฟื้นฟูและซ่อมแซมผิวให้ชุ่มชื้น ผิวเนียนใส 
  • Neo Glutanex Glow/Tensonez ลดความหมองคล้ำ ลดฝ้า กระ ทำให้หน้าขาวใส     
  • Alpha Arbutin เด่นเรื่องการปรับสภาพผิวกระจ่างใส เน้นลดฝ้าและจุดด่างดำโดยตรง 

มาเด้คอลลาเจนของแท้ ราคาต่างจากของปลอมมากไหม ?

มาเด้คอลลาเจนของแท้ราคาแต่ละคลินิกจะไม่แตกต่างกันมาก โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 2,500 บาท ต่อครั้ง และราคามาเด้คอลลาเจน เป็นคอร์ส 5 ครั้ง ประมาณ 10,000 บาท 

หากพบมาเด้คอลลาเจนราคาถูกเกินไป มาเด้คอลลาเจนราคาส่ง หรือมีโปรโมชันที่ลด แลก แจก แถม เยอะ ๆ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า อาจเป็นมาเด้คอลลาเจนปลอม ตัวยาไม่มีคุณภาพ ผู้ฉีดไม่ใช่แพทย์ ฉีดแล้วเสี่ยงหน้าพัง หรือมีการผสมน้ำเกลือในตัวยา ทำให้ฉีดแล้วไม่เห็นผลครับ

Vsquare tips

ข้อควรรู้ : ก่อนตัดสินใจฉีดมาเด้คอลลาเจน ควรศึกษาวิธีการดูมาเด้คอลลาเจนของแท้ อย่าเห็นแก่ของถูก หรือดูแค่ที่ราคาเพียงอย่างเดียว ให้คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก เลือกฉีดกับแพทย์ที่มีประสบการณ์ในคลินิกที่ได้มาตรฐาน ราคาสมเหตุสมผล เพื่อผลลัพธ์ที่ดี คุ้มค่า ปลอดภัย


มาเด้คอลลาเจน ราคาโปรโมชัน

โปรโมชันฉีดมาเด้คอลลาเจน ราคาพิเศษ ที่ V Square Clinic มีทั้งแบบรายครั้ง และเป็นคอร์ส 5 ครั้งครับ 

โปรโมชั่น เมโสหน้าใส ราคาพิเศษ สำหรับผู้ติดตาม Line@ และมีสติ๊กเกอร์ “น้อง ดักกี้ V Square”

มาเด้คอลลาเจน

  • ครั้งละ 2,500.-
  • คอร์ส 5 ครั้ง 9,900.-

Filorga (Fillmed)

  • ครั้งละ 9,000.-
  • คอร์ส 5 ครั้ง 39,000.-

Revs NCFS

  • ครั้งละ 6,000.-
  • คอร์ส 5 ครั้ง 25,000.-

Neo Glutanex Glow/Tensonez/Alpha Arbutin

  • ครั้งละ 3,500.-
  • คอร์ส 5 ครั้ง 15,000.-
Landingpage_วิตามินผิว_2024_V.3

สูตร Skin Glow

  • ครั้งละ 1,500.-
  • คอร์ส 5 ครั้ง 6,000.- จาก 7,500.-
  • เฉลี่ย 1,200.-/ครั้ง

สูตร White Rediance

  • ครั้งละ 2,500.-
  • คอร์ส 6 ครั้ง 9,900.- จาก 15,000.-
  • เฉลี่ย 1,650.-/ครั้ง
image5

รีวิวมาเด้คอลลาเจน

ตัวอย่างรีวิวฉีดมาเด้คอลลาเจน ที่ V Square Clinic

รีวิวฉีดมาเด้คอลลาเจนราคา(1) หมอแอน
รีวิวฉีดมาเด้คอลลาเจนราคา หมอแพน
รีวิวฉีดมาเด้คอลลาเจนราคา(1) หมอต้น
รีวิวฉีดมาเด้คอลลาเจนราคา หมอโต้ง

สรุป

มาเด้คอลลาเจน ราคาคุ้มค่าเมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ได้ ช่วยฟื้นฟูและบำรุงผิวอย่างล้ำลึก สำหรับคนที่สนใจ สามารถเข้ามาให้หมอประเมินสภาพผิวก่อนได้ครับ ที่ V Square Clinic หมอตรวจประเมินใบหน้าอย่างละเอียด พร้อมทั้งเลือกสูตรที่เหมาะสมกับแต่ละเคส ตรงตามความต้องการและงบประมาณของคนไข้ แก้ไขปัญหาผิวอย่างตรงจุด เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดครับ


สำหรับผู้อ่านทุกท่านที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ทีมแพทย์ V Square Clinic ทุกคนยินดีให้คำปรึกษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสามารถปรึกษาหมอทาง inbox facebook หรือ Line นี้ได้เลยครับ หมอตอบเองครับ

Banner_Web_หมอให้คำปรึกษา_หมอ40คน
เมโสหน้าใส

เมโสหน้าใส คืออะไร ? ข้อควรรู้ที่สำคัญก่อนตัดสินใจทำมีอะไรบ้าง ?

Categories
mesotherapy
เมโสหน้าใส

เมโสหน้าใส 

การฉีดเมโสหน้าใส (Mesotherapy) เป็นอีกหนึ่งหัตถการความงามที่ได้รับความสนใจ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น เพราะผลลัพธ์ที่ช่วยให้ผิวหน้าขาวใส สุขภาพดีได้อย่างรวดเร็ว 

สำหรับผู้สนใจหมอมีข้อมูลเกี่ยวกับการฉีดเมโสหน้าใสมาแนะนำอย่างละเอียดครับ ทั้งเมโสหน้าใสช่วยเรื่องอะไร ? การฉีดเมโสหน้าใสมีกี่แบบ ? เมโสหน้าใสฉีดกี่ครั้ง ถึงจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจน รวมถึงค่าใช้จ่าย ฉีดเมโสหน้าใสราคาเท่าไร แพงไหม คุ้มค่าหรือไม่ ?  

รีวิว Made Collagen และ LLD Fat คุณโบ้ท By V Square Clinic

สารบัญ เมโสหน้าใส

  1. เมโสหน้าใส คืออะไร ?
  2. คำว่า เมโส แปลว่าอะไร ?
  3. เมโส มีกี่ประเภท ?
  4. ยาเมโสหน้าใส ทำมาจากอะไร ?
  5. เมโสหน้าใส มีกระบวนการทำงานอย่างไร ?
  6. ปัญหาหน้าตาหมองคล้ำ ไม่ใส มีสาเหตุมาจากอะไร ?
  7. เมโสหน้าใสเหมาะกับใคร ?
  8. เมโสหน้าใสไม่เหมาะกับใคร ?
  9. เมโสหน้าใสอันตรายไหม ?
  10. เมโสหน้าใสกับมาเด้ เหมือนกันหรือไม่ ?
  11. เมโสหน้าใสมีวิธีฉีดกี่แบบ ?
  12. ฉีดเมโสหน้าใสดีไหม ?
  13. เมโสหน้าใส มีกี่ยี่ห้อ ? แต่ละยี่ห้อต่างกันอย่างไร ?
  14. เมโสหน้าใสแต่ละยี่ห้อ ของแท้ของปลอมดูอย่างไร ?
  15. ฉีดเมโสหน้าใสราคาเท่าไร ?
  16. การฉีดเมโสหน้าใสที่ V Square Clinic มีกี่สูตร แต่ละสูตรมีข้อดียังไง ? ราคาเท่าไร ?
  17. ข้อดีของการฉีดเมโสหน้าใส
  18. ข้อเสียของการทำเมโสหน้าใส
  19. การเตรียมตัวก่อนฉีดเมโสหน้าใส
  20. วิธีดูแลตัวเองหลังฉีดเมโสหน้าใส
  21. ฉีดเมโสหน้าใสมีผลข้างเคียงไหม ?
  22. หากมีผลข้างเคียงจากการฉีดเมโสหน้าใส ควรปฏิบัติตัวอย่างไร ?
  23. เมโสหน้าใสฉีดกี่ครั้งถึงเห็นผล ?
  24. หากฉีดเมโสหน้าใสไม่ต่อเนื่องจะเป็นอย่างไร ?
  25. เมโสหน้าใสอยู่ได้นานไหม ?
  26. ฉีดเมโสหน้าใสเจ็บไหม ?
  27. ฉีดเมโสหน้าใสที่ไหนดี ?
  28. รีวิวการฉีดเมโสหน้าใส
  29. การทำหน้าใสมีวิธีอื่นนอกจากเมโสไหม ?

เมโสหน้าใส คืออะไร ?

เมโสหน้าใสคืออะไร โดยหมอเอก

เมโสหน้าใส คือ ทรีทเม้นท์บำรุงผิว หรือ เมโสเทอราปี (Mesotherapy) หนึ่งในทางลัดฟื้นฟูผิวให้สุขภาพดี ด้วยการนำส่วนผสม ตัวยาที่จำเป็นต่อผิวซึ่งปกติมีอยู่ในครีมต่าง ๆ นำเข้าสู่ชั้นผิวโดยตรง จึงทำให้ออกฤทธิ์ไวกว่าการทาครีมปกติ เห็นผลลัพธ์ได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้หลายคนอาจเคยได้ยินกันในชื่อ Meso white คือการทำ Meso หน้าใสเหมือนกัน โดยแต่ละคลินิกจะมีสูตรตัวยาเฉพาะที่ต่างกัน จึงเรียกชื่อให้แตกต่างครับ แต่ทั้งหมดล้วนเป็นการฉีดเมโสหน้าใสครับ 


คำว่า เมโส แปลว่าอะไร ?

เมโส คือ ชื่อย่อของเมโสเทอราปี (Mesotherapy) ที่เป็นการใช้เข็มฉีดยาขนาดเล็ก ประมาณ 27-30 G (ขนาดเล็กกว่าก้านดอกเข็ม) ฉีดสารอาหารที่จำเป็น ช่วยในการบำรุงผิว แร่ธาตุต่าง ๆ และกรดอะมิโน เข้าสู่ผิวหนังชั้นกลางโดยตรง 

คำว่าเมโส มาจากคำว่า meso แปลว่า ตรงกลาง หมายถึงการฉีดลงใน “ชั้นกลางของผิว”

โครงสร้างของผิวชั้นกลาง
(โครงสร้างของผิวชั้นกลาง)

ในผิวชั้นกลาง (Dermis) เป็นชั้นผิวหนังแท้ จะประกอบไปด้วยคอลลาเจน อิลาสติน เนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ให้ความแข็งแรงและความยืดหยุ่นแก่ผิว และ hyaluronic acid ซึ่งอายุที่มากขึ้นหรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตจะทำให้ระดับคอลลาเจน อิลาสติน และโครงสร้างผิวเสื่อมสภาพลง

การฉีดเมโสหน้าใสเข้าไปในจุดนี้ จึงเป็นวิธีบำรุงโครงสร้างผิวที่เห็นผลดีและรวดเร็ว ทำให้ผิวกลับมาแข็งแรง ยืดหยุ่น เรียบเนียน


เมโส มีกี่ประเภท ? 

การฉีดเมโส แบ่งเป็น 3 แบบหลัก ๆ ได้ดังนี้

  1. ฉีดหน้าขาวใส มีส่วนผสมของวิตามินต่าง ๆ ที่ทำให้หน้าขาว เช่น vitamin ABCE, Transamin, Glutathione
  2. เน้นหน้าใส จะมีส่วนผสมของคอลลาเจน และ โคเอนไซม์ เป็นหลัก ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ให้ผิวฟูขึ้น กระชับรูขุมขน
  3. เน้นลดสิว-แก้ผื่น จะช่วยลดการอักเสบ ขับสารพิษที่สะสมออก คอลลาเจนยังช่วยให้ต่อมไขมันทำงานลดลงช่วยลดสิว เมโสยี่ห้อที่มีจุดเด่นด้านนี้คือ มาเด้คอลลาเจน ครับ
เมโสหน้าใสช่วยอะไร

ยาเมโสหน้าใส ทำมาจากอะไร ?

เมโสหน้าใส ล้วนมาทำมาจากสารบำรุงที่มาจากธรรมชาติและมีประโยชน์ต่อผิว ที่จะช่วยให้ผิวกระจ่างใสและมีสุขภาพดีขึ้น ประกอบไปด้วย อาหารผิวต่าง ๆ, วิตามิน ABCE, Transamin, Glutathione, คอลลาเจน และโคเอนไซม์ เป็นหลัก

ยาเมโสหน้าใสทำมาจากอะไร
ส่วนประกอบตัวยาที่อยู่ในมาเด้คอลลาเจน

เมโสหน้าใส มีกระบวนการทำงานอย่างไร ?

การฉีด meso หน้าใสใช้หลักการ Homeopathy เป็นศาสตร์การบำรุงผิวที่มีต้นกำเนิดจากเยอรมัน คิดค้นโดยนายแพทย์ ซามูเอล ฮาเนมันน์ (Dr.Samuel Hahnemann) ซึ่งมีกระบวนการทำงานในการบำรุงผิวดังนี้

  1. Detoxification คือ การกำจัดสารพิษ ที่เป็นสาเหตุของการเกิดปัญหาผิว
  2. Metabolism คือ การเร่งกระบวนการเผาผลาญและการไหลเวียนของเลือด ทำให้ผิวฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
  3. Nutrients & Cell therapy คือ การให้สารอาหาร และบำบัดรักษาเซลล์ ในจำนวนที่ร่างกายต้องการ ทำให้ผิวมีสุขภาพดีขึ้น
  4. Restructuring คือ การปรับความสมดุลให้ผิวแข็งแรงขึ้น ช่วยให้มีภูมิต้านทานที่ดี ไม่ถูกทำร้ายจากสภาพแวดล้อมหรือมลภาวะได้ง่าย

จากกระบวนการทำงานข้างต้น การฉีดเมโสหน้าใสจะช่วยลดอาการอักเสบต่าง ๆ บนผิวหน้า และช่วยขับสารพิษที่สะสม ทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น โดยผิวจะสามารถดูดซึมวิตามินและนำมาฟื้นฟูตัวเองได้ดีกว่าการทานวิตามินบำรุงผิวหลายสิบเท่า ดังนั้นการฉีดเมโสหน้าใสจึงเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และถึงมากที่สุด


ปัญหาหน้าตาหมองคล้ำ ไม่ใส มีสาเหตุมาจากอะไร ?

หน้าตาหมองคล้ำมีสาเหตุจากอะไร

ผิวหมองคล้ำ ทำให้หน้าตาไม่สดใส ดูมีอายุก่อนวัย เกิดได้จากหลายสาเหตุ

  • อายุมากขึ้น : ผิวเริ่มมีการผลัดเซลล์ช้าลง ร่วมกับมีการผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินน้อยลง ทำให้ผิวเริ่มเหี่ยวย่น มีริ้วรอย เกิดความหมองคล้ำ
  • แสงแดด : การโดนแสงแดดทำให้ผิวผลิตเม็ดสีเมลานินมากขึ้น และรังสี UV ทำให้เกิดจุดสีน้ำตาล ผิวหน้าหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ
  • นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ : ฮอร์โมนเมลาโทนิน (ฮอร์โมนที่ช่วยในการซ่อมแซมร่างกาย) ที่มักจะหลั่งออกมาในช่วง 22.00 – 02.00 น.ไม่สามารถซ่อมแซมเซลล์ผิวได้ตามที่ควรจะเป็น ผิวจึงดูหมองคล้ำ โทรม ไม่สดใส
  • ความเครียด : ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ต่อมไขมันผลิตไขมันออกมามากขึ้น เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว และผิวหมองคล้ำ
  • สภาพอากาศ : หากอยู่ในที่ ๆ มีสภาพอากาศเย็นมาก ๆ ในระยะเวลานาน จะทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น แห้งแตก ผิวคล้ำขึ้น
  • การสูบบุหรี่ : บุหรี่มีสารนิโคตินที่ทำให้ระบบการไหลเวียนของเลือดไม่ดี ดูดซับวิตามินเอที่มีสารต้านอนุมูลอิสระได้ไม่เต็มที่ ทำให้ผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น ดูหมองคล้ำ

เมโสหน้าใสเหมาะกับใคร ?

  • ผู้ที่มีปัญหาผิวหมองคล้ำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ ผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น
  • ผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย ไม่แข็งแรง มีผดผื่น
  • ผู้ที่มีปัญหาสิวเรื้อรัง ฝ้า กระ จุดด่างดำ รูขุมขนกว้าง
  • ผู้ที่ไม่มีเวลาดูแลตัวเอง มีเวลาพักผ่อนน้อย นอนดึก
  • ผู้ที่ต้องการบำรุงผิวให้ดีขึ้นอย่างเร่งด่วน เห็นผลลัพธ์เร็ว

เมโสหน้าใสไม่เหมาะกับใคร ?

  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ หรืออยู่ในระหว่างการให้นมบุตร
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตต่ำ
  • ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ต้องรักษาด้วยยาหลายชนิด หรือต้องฉีดอินซูลินอยู่เป็นประจำ
  • ผู้ที่มีประวัติโรคเลือดผิดปกติ โรคมะเร็ง

เมโสหน้าใสอันตรายไหม ?

การฉีดเมโสหน้าใส ไม่อันตรายครับ ส่วนผสมในตัวยาเมโสประกอบด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ ตามหลัก Homeopathy เป็นวิตามินต่างๆ ที่ช่วยบำรุง และเสริมภูมิคุ้มกันให้ผิว ถ้าฉีดโดยใช้ตัวยาเมโสแท้ที่ผ่าน อย. กับแพทย์ที่มีประสบการณ์ ในคลินิกที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัย 100%

เมโสปลอม
(เมโสปลอมหรือ ยาสเตียรอยด์)

ทั้งนี้ ไม่แนะนำให้ทำเมโสหน้าใสสะกิดเอง หรือซื้อตัวยาจากอินเทอร์เน็ต นอกจากจะมีความเสี่ยงที่จะฉีดโดนเส้นเลือดสำคัญแล้ว ยังมีความเสี่ยงที่ตัวยาเมโสจะเป็นของปลอมที่มีส่วนผสมของสารสเตียรอยด์ หรือมีส่วนผสมที่เป็นอันตราย ซึ่งในระยะแรกอาจเห็นผลดี แต่ผลเสียในระยะยาวจะทำให้ผิวบางลง ไวต่อแดด เกิดฝ้า กระ ได้ง่าย และเกิดผลข้างเคียงอื่น ๆ ตามมาได้ครับ


เมโสหน้าใสกับมาเด้ เหมือนกันหรือไม่ ?

เมโสหน้าใสกับมาเด้ต่างกันอย่างไร

มาเด้ คอลลาเจน หรือบางคลินิกเรียกกันว่า เมโสคอลลาเจน เป็นยี่ห้อหนึ่งของเมโสหน้าใสครับ มีจุดเด่นในเรื่องของการขับสารพิษออกจากผิว ลดผื่นแพ้ ผื่นคัน ลดผิวอักเสบ รวมถึงฉีดด้วยเทคนิคการฉีดแบบ 16 จุด ต่างจากการฉีดเมโสหน้าใสสูตรอื่น ๆ ที่จะใช้เทคนิคการฉีดแบบเก่าคือ การฉีดเมโสหน้าใสสะกิด และสูตรยาจะเน้นไปในเรื่องบำรุงผิวขาวใส ลดฝ้า ลดกระ


เมโสหน้าใสมีวิธีฉีดกี่แบบ ? 

เมโสหน้าใสมีวิธีฉีดกี่แบบ

เมโสหน้าใสมีวิธีการฉีดอยู่ 2 แบบ

  • การฉีดเมโสหน้าใสแบบสะกิด

วิธีการฉีดเมโสหน้าใสแบบเก่า โดยจะทำการใช้เข็มฉีดตัวยาเมโสกระจายเป็นจุดเล็ก ๆ ในผิวชั้นตื้นทั่วใบหน้า ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน แต่มีข้อเสียคือ มีผลข้างเคียงระหว่างฉีดได้ง่าย อาจเกิดรอยช้ำรอยแดง ในปัจจุบันจึงไม่ค่อยนิยมทำแล้วครับ

  • การฉีดเมโสหน้าใสแบบ 16 จุด

วิธีการฉีดเมโสหน้าใสแบบใหม่จากประเทศอิตาลี โดยจะฉีดตัวยาเมโสเข้าไปตามทิศทางการไหลเวียนของต่อมน้ำเหลือง 16 จุด ทำให้ตัวยาเข้าสู่ชั้นผิวได้อย่างเต็มที่ ออกฤทธิ์ได้ยาวนานกว่า และมีรอยช้ำน้อยกว่าการฉีดเมโสสะกิดหน้าใส


ฉีดเมโสหน้าใสดีไหม ?

การฉีดเมโสหน้าใสเป็นทางลัดในการนำส่วนผสมที่มีอยู่ในครีมต่าง ๆ โดยเฉพาะตัวที่ดูดซึมจากการทาได้ยาก มาทำให้สามารถฉีดเข้าในชั้นผิวได้โดยตรง และออกฤทธิ์ไวขึ้นจากปกติที่อาจใช้เวลาเป็นเดือน ทำให้เริ่มเห็นผลได้ใน 1 อาทิตย์หลังฉีด เป็นอีกตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่ต้องการฟื้นฟูผิว แต่ไม่มีเวลาดูแลตัวเอง และต้องการเห็นผลลัพธ์อย่างเร่งด่วน

ฉีดเมโสหน้าใสดีไหม โดยหมอเอก โดยหมอแพน

เมโสหน้าใส มีกี่ยี่ห้อ ? แต่ละยี่ห้อต่างกันอย่างไร ?

เมโสหน้าใสมีกี่ยี่ห้อ

mesoหน้าใส มีหลายยี่ห้อ หลายสูตรให้เลือกใช้ ซึ่งแต่ละสูตรก็จะมีคุณสมบัติเด่นที่แตกต่างกัน เพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาผิวได้อย่างครอบคลุม โดยสูตรที่นิยมใช้ในคลินิกความงามชั้นนำ มีดังนี้ครับ

  • มาเด้ คอลลาเจน (Made collagen) – เน้นลดสิว ผดผื่น ขับสารพิษ ช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้น
  • Filorga (Fillmed/Revs) – เน้นผิวขาวใส ลดฝ้า เติมความชุ่มชื้น ช่วยบำรุงผิวแบบ premium
  • Neo-Glutenex Glow เน้นลดกระ รอยสิว ริ้วรอย กระชับรูขุมขน
  • Tensonez – ลดปัญหาฝ้าบนใบหน้า ให้หน้าขาวใส
  • Alpha arbutin – เน้นลดฝ้าโดยตรง

แล้วจะเลือกฉีดเมโสหน้าใสยี่ห้อไหนดี ขึ้นอยู่กับปัญหา สภาพผิว และความต้องการของแต่ละคน โดยควรให้หมอเป็นผู้พิจารณาถึงปัญหาและเลือกสูตรที่เหมาะสมกับแต่ละคนที่สุดครับ


เมโสหน้าใสแต่ละยี่ห้อ ของแท้ของปลอมดูอย่างไร ?

ปัจจุบันการฉีดเมโสหน้าได้รับความสนใจอย่างมาก ทำให้มีผลิตภัณฑ์ของปลอม ราคาถูกเกิดขึ้นอย่างมากมาย และหาซื้อได้ง่ายตามอินเทอร์เน็ต เพื่อความปลอดภัยควรตรวจสอบตัวยาและกล่องยาเมโสที่ใช้ก่อนฉีดทุกครั้งว่าเป็นของแท้หรือไม่ โดยเมโสแต่ละยี่ห้อมีวิธีสังเกต ดังนี้

  1. มาเด้คอลลาเจน (Made collagen)
วิธีดูมาเด้คอลลาเจนแท้
วิธีดูมาเด้คอลลาเจนแท้
  1. Tensonez
วิธีดูเมโสหน้าใส สูตร Tensonez ของแท้
วิธีดูเมโสหน้าใส สูตร Tensonez ของแท้
  1. Filorga 
วิธีดูเมโสหน้าใส สูตร Filorga ของแท้
วิธีดูเมโสหน้าใส สูตร Filorga ของแท้

4. Alpha arbutin

วิธีดูเมโสหน้าใส สูตร Alpha-Arbutin ของแท้
วิธีดูเมโสหน้าใส สูตร Alpha-Arbutin ของแท้

ฉีดเมโสหน้าใสราคาเท่าไร ?

ทำเมโสหน้าใสราคาไม่แพงครับ หากเทียบกับผลลัพธ์และระยะเวลาการเห็นผล ราคาจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับยี่ห้อเมโสที่ใช้ โดยจะมีทั้งแบบฉีดเป็นรายครั้งและเป็นคอร์ส เริ่มต้นที่ 2,500.-/ครั้ง 


การฉีดเมโสหน้าใสที่ V Square Clinic มีกี่สูตร แต่ละสูตรมีข้อดียังไง ? ราคาเท่าไร ?

เนื่องจากสภาพผิวและปัญหาของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ที่ V square clinic มียี่ห้อเมโสหน้าใสให้เลือก 6 สูตร เพื่อช่วยแก้ปัญหาผิวได้อย่างหลากหลาย ราคาจะแตกต่างกันไปตามสูตร ก่อนทำหมอจะเป็นผู้ประเมินสภาพผิวก่อนเพื่อเลือกสูตรที่เหมาะสมที่สุดของแต่ละคน

  • มาเด้คอลลาเจน (MADE Collagen) ช่วยขับสารพิษออกจากผิว ลดการอักเสบของผิว ให้ผิวใสขึ้น มีสุขภาพดีขึ้น

1 ครั้ง ราคา 2,500.- | คอร์ส 5 ครั้ง 9,900.-

  • Filorga Fillmed เพิ่มความชุ่มชื้น ฟื้นฟูผิว พร้อมช่วยยกระชับผิว ลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ 

1 ครั้ง ราคา 9,000.- | คอร์ส 5 ครั้ง 39,000.-

  • Filorga Revs บำรุงผิวขาวใส ลดฝ้า เติมความชุ่มชื้น บำรุงผิวอย่างล้ำลึก

1 ครั้ง ราคา 6,000.- | คอร์ส 5 ครั้ง 25,000.-

  • Neo Glutanex Glow / Tensonez บำรุงให้ผิวมีความชุ่มชื้น ลดกระ รอยสิว ริ้วรอย กระชับรูขุมขน

1 ครั้ง ราคา 3,500.- | คอร์ส 5 ครั้ง 15,000.-

  • Alpha arbutin ใช้สำหรับลดฝ้าโดยตรง และปรับผิวกระจ่างใส

1 ครั้ง ราคา 3,500.- | คอร์ส 5 ครั้ง 15,000.-


ข้อดีของการฉีดเมโสหน้าใส

  • เป็นการบำรุงผิวอย่างล้ำลึก ช่วยให้ผิวแข็งแรง มีสุขภาพดีขึ้น
  • มีให้เลือกหลายยี่ห้อ หลายสูตร แก้ปัญหาผิวได้อย่างหลากหลาย 
  • ปรับผิวหน้าให้กระจ่างใส ลดสิว ฝ้า กระ สีผิวไม่สม่ำเสมอ
  • เครื่องสำอางติดทน แต่งหน้าได้ง่ายขึ้น 
  • ไม่ต้องพักฟื้นหลังทำ กลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที
  • เห็นผลได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ เห็นผลไวหากเทียบกับการทาครีม

ข้อเสียของการทำเมโสหน้าใส

ผลลัพธ์จากการฉีดเมโสหน้าใสอยู่ได้ไม่ถาวร ต้องฉีดอย่างต่อเนื่องเพื่อคงผลลัพธ์ที่ดีไว้ และหากฉีดกับแพทย์ที่ไม่มีประสบการณ์หรือใช้ตัวยาเมโสของปลอม อาจทำให้ไม่เห็นผลหรืออันตรายได้ครับ


การเตรียมตัวก่อนฉีดเมโสหน้าใส

การเตรียมตัวก่อนฉีดเมโสหน้าใส

ก่อนการฉีดเมโสหน้าใส ควรปรึกษาแพทย์ บอกปัญหาที่ต้องการรักษา เพื่อให้แพทย์ประเมินถึงสภาพผิว และปัญหาผิวว่าควรรักษาด้วยเมโสหน้าใสสูตรไหน รวมถึงหากมีโรคประจำตัว ยา อาหารเสริมที่รับประทานเป็นประจำ หรือมีประวัติการแพ้ยา ควรแจ้งแพทย์ก่อนทำทุกครั้ง


วิธีดูแลตัวเองหลังฉีดเมโสหน้าใส

วิธีดูแลตัวเองหลังฉีดเมโสหน้าใส
  • ควรดื่มน้ำเยอะ ๆ ประมาณ 2 ลิตร/วัน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว
  • งดการสัมผัส ถู นวด หรือเกาบริเวณที่ฉีด 1 – 2 คืนแรก
  • งดการทาครีมบริเวณรอยเข็ม 1 คืน หลีกเลี่ยงการอักเสบ
  • หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดแรง ๆ และควรทาครีมกันแดด SPF 50 PA+++
  • งดการดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ เพราะอาจทำให้มีสารพิษตกค้างในร่างกาย ทำให้ผิวขาดความชุ่มชื้น เหี่ยวย่น กลับมาดูหมองคล้ำ
  • งดการรับประทานอาหารหมักดอง ของมัน ของทอด อาหารรสจัด

ฉีดเมโสหน้าใสมีผลข้างเคียงไหม ?

  • รอยเข็มตามใบหน้า หายได้เองภายใน 1 – 3 วัน
  • ผื่นแดง เกิดได้จากหลายสาเหตุ การแพ้ยาชา รอยเข็มเล็ก ๆ หรือการอักเสบติดเชื้อ 
  • อาการบวมแดง เป็นก้อน ร่วมกับมีผื่นแดง และอาการเจ็บตามรอยเข็ม เกิดจากการฉีดเมโสปลอมที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์หรือฮอร์โมน
ผลข้างเคียงจากการฉีดเมโสหน้าใส
(ผื่นแดงจากการใช้ตัวยาเมโสที่ไม่ได้มาตรฐาน)

การฉีดเมโสหน้าใสไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายครับ หากใช้ผลิตภัณฑ์เมโสของแท้ และฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ แต่ถ้าฉีดแล้วเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ เกิดอาการแพ้ มักเกิดได้จากการใช้เมโสของปลอม หรือใช้บริการคลินิกที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีความสะอาด ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์และเกิดอันตรายได้


หากมีผลข้างเคียงจากการฉีดเมโสหน้าใส ควรปฏิบัติตัวอย่างไร ?

  • มีรอยเข็มเล็ก ๆ หรือผื่นแดงจากรอยเข็ม สามารถประคบเย็นภายใน 48 ชั่วโมงแรก และประคบอุ่นตามคำแนะนำของแพทย์
  • ผื่นแดงจากการอักเสบติดเชื้อ ควรรีบกลับไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อ และในการฉีดเมโสครั้งต่อไปควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน มีความสะอาด ปลอดเชื้อ
  • อาการบวมแดง ผื่นแดงที่เกิดจากการใช้เมโสของปลอม ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อ หรือปรึกษาแพทย์เพื่อจะได้รักษาอย่างตรงจุด

เมโสหน้าใสฉีดกี่ครั้งถึงเห็นผล ?

เมโสหน้าใสฉีดกี่ครั้งถึงเห็นผล

ฉีดเมโสหน้าใสสามารถเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฉีดเลยครับว่าผิวมีความชุ่มชื้น ดูสุขภาพดีขึ้น โดยจะเริ่มเห็นผลใน 3 วัน และเห็นผลเต็มที่ประมาณ 7 – 14 วัน 

ถ้าอยากเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ในช่วง 1 เดือนแรก ควรฉีดอาทิตย์ละ 1 ครั้ง และหลังจากนั้นควรฉีดทุก ๆ 2 อาทิตย์เพื่อคงสภาพผิวที่ดีไว้ หรือถ้ามีปัญหาผิวในระดับมาก และต้องการเห็นผลแบบเร่งด่วน สามารถฉีดถี่ขึ้น 3 วัน/ครั้ง


หากฉีดเมโสหน้าใสไม่ต่อเนื่องจะเป็นอย่างไร ?

การฉีดเมโสหน้าใสไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ถาวร หากฉีดไม่ต่อเนื่อง และไม่ดูแลตัวเองก็จะทำให้ผิวกลับคืนสู่สภาพเดิม ดังนั้นหากต้องการคงสภาพผิวที่ดีไว้ แนะนำให้ฉีดอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์ควบคู่ไปกับการดูแลผิว เพื่อคงผลลัพธ์ที่ดีและอยู่กับเราไปได้นาน


เมโสหน้าใสอยู่ได้นานไหม ?

ผลลัพธ์จากการฉีดเมโสหน้าใสอยู่นานประมาณ 1-2 เดือน ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองหลังฉีด และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละคน หากดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง หลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำร้ายผิวก็จะช่วยให้ผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น 


ฉีดเมโสหน้าใสเจ็บไหม ?

ฉีดเมโสหน้าใสเจ็บไหม

การฉีดเมโสหน้าใส แพทย์จะแทงเข็มลงไปในชั้นผิว 5 – 10 มิลลิเมตร ทำให้การฉีดเมโสหน้าใสรู้สึกเจ็บได้บ้างเล็กน้อย แต่เป็นความเจ็บในระดับที่ทนได้ ซึ่งทางคลินิกจะมีการแปะยาชาทั่วหน้าก่อนทำ ช่วยบรรเทาความเจ็บระหว่างทำครับ


ฉีดเมโสหน้าใสที่ไหนดี ?

เพื่อผลลัพธ์ที่ดีและความปลอดภัย จะฉีดเมโสหน้าใสที่ไหนดี ควรพิจารณาคลินิกที่จะใช้บริการให้ถี่ถ้วนก่อนครับ โดยสามารถพิจารณาได้ตามข้อแนะนำต่อไปนี้

  • คลินิกที่ได้มาตรฐาน มีใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล 11 หลัก จากกระทรวงสาธารณสุข
  • ภายในคลินิกมีพื้นที่กว้างขวาง ไม่แออัด สะอาด ปลอดเชื้อ 
  • ทำการรักษาโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ มีเทคนิคการฉีดที่ถูกต้อง และเป็นแพทย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม
  • ควรเลือกคลินิกที่ใช้เมโสของแท้ คนไข้ควรให้หมอแกะกล่องเมโสหน้าใสให้ดูต่อหน้า และขอตรวจสอบตัวยาเมโสกับทางคลินิกก่อนได้
  • มีรีวิวที่น่าเชื่อถือจากประสบการณ์ของผู้ใช้บริการจริง ใน Facebook Pantip ที่คลินิกไม่สามารถลบข้อความเองได้

ฉีดเมโสหน้าใสที่ V square clinic ตัวยาเมโสที่ใช้มีคุณภาพและความปลอดภัย ผ่านการสั่งซื้อจากบริษัทที่เป็นผู้นำเข้าอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งจะขายให้กับผู้ใช้ที่เป็นแพทย์เท่านั้น


รีวิวการฉีดเมโสหน้าใส

ก่อนตัดสินในฉีดเมโสหน้าใส รีวิวเป็นสิ่งสำคัญที่ควรใช้ในการประกอบการพิจารณาเลือกคลินิกครับ โดยควรเป็นรีวิวที่มาจากผู้ใช้บริการจริงในแหล่งที่เป็นกลาง มีความน่าเชื่อถือ 

รีวิว เมโสหน้าใส ที่ V Square Clinic

เมโสหน้าใสรีวิว
เมโสหน้าใสรีวิวโดยหมอแอน
เมโสหน้าใสรีวิว โดยหมอแพน
เมโสหน้าใสรีวิวโดยหมอแอน

การทำหน้าใสมีวิธีอื่นนอกจากเมโสไหม ?

  • รีจูรัน (Rejuran) จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับเมโสหน้าใส มีส่วนประกอบหลัก คือ Polynucleotide หรือ PN สกัดจากปลาแซลมอน (Salmon DNA) นำมาฉีดเพื่อฟื้นฟูผิวหน้าในระดับชั้นผิวหนังแท้ ช่วยให้ผิวกระจ่างใส ฉ่ำวาว ผิวกระจก
  • Skin booster หรือการฉีดฟิลเลอร์ปรับสภาพผิว เป็นการฉีดสารเติมเต็ม Hyaluron ที่เข้มข้นกว่าเมโสหน้าใส และกระจายตัวในชั้นผิวได้ทั่วทุกชั้น ช่วยให้ผิวกักเก็บความชุ่มชื้น ใบหน้าใสฉ่ำวาว ดูอิ่มน้ำ 
  • Hifu/Ulthera คือ การใช้เครื่องมือยกกระชับพลังงานคลื่นเสียงอัลตราซาวด์ความถี่สูง ยิงลงสู่ชั้นผิวเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน ให้ผิวเกิดการกระตุ้นคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวเต่งตึง รูขุมขนกระชับ ผิวเรียบเนียนขึ้น
  • เลเซอร์หน้าใส คือ การใช้เครื่องยิงพลังงาน ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่า ลดการทำงานของเม็ดสี และช่วยให้มีการกระตุ้นของเซลล์ผิวใหม่ ให้ผิวดูใสขึ้น
  • โบท็อกหน้าใส กระชับรูขุมขน สามารถทำได้ด้วยการฉีดโบท็อกเข้าไปยังกล้ามเนื้อและต่อมไขมัน จะช่วยให้รูขุมขนกระชับ ผิวเรียบเนียนและใสขึ้น
  • Cytocare การฉีดสารบำรุงที่มีส่วนประกอบของไฮยาลูรอนิก แอซิด ประเภท Non Cross-Linked พร้อมอาหารผิวหลากหลายชนิด ช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิว กระตุ้นคอลลาเจน ให้ผิวมีความชุ่มชื้น ดูกระจ่างใสขึ้น
  • ฉีดวิตามินผิวใส คือ การฉีดตัวยาที่มีส่วนประกอบของวิตามินต่าง ๆ โดยมีส่วนประกอบหลักคือ วิตามิน C เข้าสู่ผิวโดยตรง ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทาน สร้างคอลลาเจน และบำรุงผิวพรรณ

สรุป

การทำเมโสหน้าใสเป็นทางลัดในการช่วยให้ผิวกระจ่างใส ฟื้นฟูผิวให้มีสุขภาพดี เห็นผลได้ไว มีความปลอดภัย และได้รับความนิยมอย่างมากในตอนนี้ครับ ก่อนตัดสินใจฉีดเมโสหน้าใสควรศึกษาข้อมูล และเลือกใช้บริการคลินิกที่ได้มาตรฐาน สะอาด ใช้เมโสของแท้ และอยู่ในการดูแลของแพทย์ที่มีประสบการณ์ มีเทคนิคการฉีดถูกต้อง เพื่อความปลอดภัย

สำหรับใครที่กำลังลังเลจะฉีดเมโสหน้าใสดีไหม ? เลือกฉีดเมโสหน้าใสยี่ห้อไหนดี ? หรือมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถทักเข้ามาปรึกษาหมอก่อนได้ครับ ไม่มีค่าใช้จ่าย


สำหรับผู้อ่านทุกท่านที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ทีมแพทย์ V Square Clinic ทุกคนยินดีให้คำปรึกษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสามารถปรึกษาหมอทาง inbox facebook หรือ Line นี้ได้เลยครับ หมอตอบเองครับ

Banner_Web_หมอให้คำปรึกษา_หมอ40คน

มาเด้คอลลาเจน คืออะไร ช่วยให้หน้าใสได้จริงไหม ? มีผลข้างเคียงหรือไม่ ?

Categories
mesotherapy
มาเด้คอลลาเจน

มาเด้คอลลาเจน

ปัญหาผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย หน้ามีผดผื่น รูขุมขนกว้าง มีสิว การทาครีมบำรุงเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เห็นผลช้า หลายคนจึงหันมานิยมฉีดมาเด้คอลลาเจน (Made Collagen) เพื่อช่วยบำรุงผิวกันมากขึ้นครับ 

สำหรับใครที่สนใจฉีดมาเด้คอลลาเจน ในบทความนี้หมอมีข้อควรรู้ก่อนฉีดมาเด้มาแนะนำครับ มาเด้คอลลาเจน คืออะไร ? ช่วยเรื่องอะไรบ้าง ? ฉีดมาเด้กี่ครั้งเห็นผล ถ้าฉีดมาเด้คอลลาเจนไม่ต่อเนื่องจะเป็นอย่างไร ? อยากฉีดมาเด้แล้วเห็นผลชัดเจน เลือกฉีดมาเด้คอลลาเจนที่ไหนดี คนไข้สามารถศึกษาข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจได้ครับ

มาเด้คอลลาเจน โดย หมอเอก

สารบัญ มาเด้คอลลาเจน

  1. มาเด้คอลลาเจน คืออะไร ?
  2. มาเด้คอลลาเจน ช่วยเรื่องอะไร ?
  3. มาเด้คอลลาเจน ทำมาจากอะไร ?
  4. มาเด้คอลลาเจน มีหลักการทำงานอย่างไร ?
  5. ฉีดมาเด้คอลลาเจนอันตรายไหม ?
  6. มาเด้คอลลาเจนเหมาะกับใคร ?
  7. มาเด้คอลลาเจนไม่เหมาะกับใคร ?
  8. เมโสหน้าใส กับมาเด้คอลลาเจนต่างกันอย่างไร ?
  9. ฉีดมาเด้คอลลาเจน 16 จุด VS ฉีดแบบสะกิด แบบไหนดีกว่ากัน ?
  10. มาเด้คอลลาเจนดีไหม ? เทียบกับยี่ห้ออื่น
  11. มาเด้คอลลาเจน ของแท้ของปลอมดูอย่างไร ?
  12. ข้อดีของการฉีดมาเด้คอลลาเจน
  13. ข้อเสียของการฉีดมาเด้คอลลาเจน
  14. การเตรียมตัวก่อนฉีดมาเด้คอลลาเจน
  15. วิธีดูแลตัวเองหลังฉีดมาเด้คอลลาเจน
  16. ฉีดมาเด้คอลลาเจนมีผลข้างเคียงไหม ?
  17. ฉีดมาเด้คอลลาเจนแล้วมีผลข้างเคียง ควรปฏิบัติตัวอย่างไร ?
  18. มาเด้คอลลาเจนอยู่ได้นานไหม ?
  19. ฉีดมาเด้คอลลาเจนเจ็บไหม ?
  20. ฉีดมาเด้คอลลาเจนราคาเท่าไร ?
  21. ฉีดมาเด้คอลลาเจนที่ไหนดี ?
  22. มาเด้คอลลาเจนฉีดกี่ครั้งถึงเห็นผล ?
  23. หลังฉีดมาเด้คอลลาเจน กี่วันเห็นผล ?
  24. ถ้าฉีดมาเด้คอลลาเจนไม่ต่อเนื่องจะเป็นอย่างไร ?
  25. รีวิวการฉีดมาเด้คอลลาเจน

มาเด้คอลลาเจน คืออะไร ?

มาเด้คอลลาเจน คือเมโสหน้าใสยี่ห้อหนึ่งที่ช่วยบำรุงให้ผิวแข็งแรง ชะลอการเสื่อมของคอลลาเจนในผิว และขับล้างสารพิษออกจากผิว โดยอาศัยกลไก Homeopathy Enzyme ร่วมกับ Lymphatic drainage system ที่เป็นเทคนิคการฝังเข็ม 16 จุดทั่วใบหน้า เพื่อให้ตัวยาเข้าสู่ผิวหนังชั้นกลางโดยตรง ทำให้เห็นผลไวกว่าการทาครีมทั่วไป 

เทคนิคนี้ได้พัฒนาขึ้นที่ประเทศอิตาลี คิดค้นโดยนายแพทย์ซามูเอล ฮาเนมันน์ (Dr.Samuel Hanemann)  ปัจจุบันเป็นเทคนิคที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วโลกครับ


มาเด้คอลลาเจน ช่วยเรื่องอะไร ?

มาเด้คอลลาเจนช่วยเรื่องอะไร
  • ลดปัญหาสิวผด สิวอักเสบ สิวอุดตันที่เกิดจากการระคายเคือง หรือคนที่มีปัญหาสิวเรื้อรังจากฮอร์โมนทำงานผิดปกติ 
  • ปรับสมดุลระบบไหลเวียนของน้ำเหลือง ขับสารพิษที่ตกค้างในผิว 
  • ชะลอการเสื่อมของคอลลาเจนในผิว และกระตุ้นให้เกิดการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ฟื้นฟูผิวให้แข็งแรง 
  • แก้ปัญหาผิวแห้งเสียจากแสงแดด ไม่ชุ่มชื้น ผิวหยาบกร้าน สีผิวไม่สม่ำเสมอ 
  • ช่วยฟื้นฟูสภาพผิวที่อ่อนล้า จากการพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือต้องเผชิญกับมลภาวะที่ทำร้ายผิว
  • ช่วยให้รูขุมขนกระชับ ผิวหน้าเนียนนุ่ม อ่อนเยาว์ ไม่แห้งกร้าน 

มาเด้คอลลาเจน ทำมาจากอะไร ?

มาเด้คอลลาเจนทำมาจากอะไร
คุณสมบัติของส่วนประกอบต่าง ๆ ที่อยู่ในมาเด้คอลลาเจน

มาเด้คอลลาเจน (made collagen) มีส่วนประกอบหลายชนิด ซึ่งจะสกัดมาจากธรรมชาติ เพื่อให้เซลล์ผิวฟื้นฟูจากสารพิษได้ไวที่สุด และช่วยชะลอการเสื่อมของคอลลาเจน ไฮยาลูโรนิคแอซิด และ fibroblast ในชั้นผิว ส่วนประกอบสำคัญ ได้แก่

  • Hyaluronidase D8/ D30 ที่ช่วยยับยั้งการทำลายตัวเองของเอนไซม์ Autologous Hyaluronidasis
  • Collagen D8/D30 และอื่น ๆ ที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงและเสริมสร้างเซลล์ผิวใหม่
  • Vit. C D6 / Vit. B1 D6 / Vit. B6 D6 /Nicotinamide D6 ทำหน้าที่ยับยั้งอนุมูลอิสระปกป้องผิว และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน Collagen
  • Sulphur D12/D20 / Calcium Fluoratum D30 ทำหน้าที่ในการขับของเสียออก และบำรุงเนื้อเยื่อ

มาเด้คอลลาเจน มีหลักการทำงานอย่างไร ?

มาเด้คอลลาเจนทำงานอย่างไร

มาเด้คอลลาเจนทำงานด้วยกลไก Homeopathy Enzyme ร่วมกับ Lymphatic Drainage System ที่เป็นเทคนิคการฝังเข็ม 16 จุดทั่วใบหน้า ข้อดีของการฉีดด้วยเทคนิคการฝังเข็ม 16 จุดทั่วใบหน้าก็เพื่อให้ตัวยาเข้าสู่ผิวชั้นกลางโดยตรง ทำให้ผิวทำการขับล้างสารพิษออกทางระบบน้ำเหลือง และกระจายสารอาหารต่าง ๆ เข้าสู่ผิว ซึ่งมีกลไกการทำงานดังนี้

  1. Metabolism เป็นกลไกที่จะเข้าไปช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญ, การไหลเวียนของเลือด, ยับยั้งอนุมูลอิสระ และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวที่อยู่ในสภาพเสื่อมโทรมฟื้นตัวได้เร็วขึ้น 
  2. Nutrients & Cell therapy เป็นกระบวนการนำส่งสารอาหารต่าง ๆ เข้าสู่ผิว เพื่อให้ผิวสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้น ทำให้จำนวนไฮยาลูรอน, คอลลาเจน และอิลาสตินเพิ่มขึ้น ผิวแข็งแรง ดูสุขภาพดีขึ้น
  3. Detoxification เป็นกระบวนการกำจัดสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย และขัดขวางการถูกทำลายของเอนไซม์ ที่เป็นสาเหตุของการเกิดริ้วรอย และปัญหาผิวเสื่อมโทรม
  4. Restructuring ช่วยปรับสมดุลผิว เร่งการขับของเสีย ทำให้ผิวแข็งแรง ไม่ถูกทำร้ายจากสภาพแวดล้อมหรือมลภาวะได้ง่าย

ฉีดมาเด้คอลลาเจนอันตรายไหม ?

การฉีดมาเด้คอลาเจน ไม่อันตรายครับ เพราะตัวยาสกัดมาจากธรรมชาติ อ่อนโยนต่อผิว ไม่ทำให้ระคายเคือง   และตัวยาได้ผ่านการรับรองถูกต้อง ซึ่งถ้าหากคนไข้ฉีดมาเด้คอลลาเจนที่เป็นของแท้ ในคลินิกที่ได้มาตรฐาน และฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องผลข้างเคียงครับ

ส่วนที่ควรระวังในการฉีดมาเด้คอลลาเจน คือการซื้อตัวยามาเด้จากอินเทอร์เน็ตมาฉีดเอง หรือฉีดกับหมอกระเป๋าที่รับฉีดตามบ้าน ตามคอนโด ซึ่งจริง ๆ แล้วตัวยามาเด้ของแท้แพทย์จะต้องเป็นผู้สั่งซื้อเท่านั้น 

ทำไมถึงไม่ควรซื้อมาเด้คอลลาเจนจากอินเทอร์เน็ตมาฉีดเอง ?

มาเด้คอลลาเจนที่ขายกันตามอินเทอร์เน็ตถือว่าเป็นของปลอม และอันตรายมากครับ เพราะส่วนใหญ่ตัวยาจะมีส่วนผสมของสเตียรอยด์หรือฮอร์โมน หลังฉีดในช่วงแรกอาจทำให้เห็นผลไว ผิวขาวเนียนนุ่ม แต่เมื่อฉีดไปนาน ๆ 1-2 ปี จะทำให้ชั้นผิวบางลง บางกรณีอาจร้ายแรงถึงขั้นเกิดมะเร็งได้ครับ ดังนั้นก่อนฉีดมาเด้คอลลาเจน ควรตรวจสอบตัวยาทุกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นของแท้ ปลอดภัย


มาเด้คอลลาเจนเหมาะกับใคร ?

มาเด้คอลลาเจนเหมาะกับใคร
  • คนที่มีผิวแห้งเสียจากแสงแดด ไม่ชุ่มชื้น ผิวหยาบกร้าน สีผิวไม่สม่ำเสมอ ดูหมองคล้ำ มีฝ้า กระ จุดด่างดำ
  • คนที่มีผิวหน้ามัน รูขุมขนกว้าง มีปัญหาสิวอักเสบ สิวผด สิวเรื้อรัง ใบหน้าไม่เรียบเนียน
  • คนที่มีผิวแพ้ง่าย ไม่แข็งแรง มีผดผื่น ต้องการบำรุงผิวให้แข็งแรง ดูสุขภาพดี
  • คนที่ขาดการบำรุง ไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ต้องการฟื้นฟูสภาพผิวที่อ่อนล้า จากการพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือต้องเผชิญกับมลภาวะที่ทำร้ายผิว
  • คนที่ต้องการฟื้นฟูผิวหน้าแบบเร่งด่วน เห็นผลไว

มาเด้คอลลาเจนไม่เหมาะกับใคร ?

มาเด้คอลลาเจนไม่เหมาะกับใคร
  • หญิงตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตร
  • คนไข้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคตับ, ไต, เบาหวาน, โรคลมชัก, มีเชื้อ HIV
  • คนไข้ที่มีภาวะพร่องเอนไซม์
  • คนไข้ที่มีภาวะเหล็กเกิน
  • คนไข้ที่เคยมีประวัติแพ้ส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์
  • คนที่ที่รับทานยาบางชนิด เช่น ยาละลายลิ่มเลือด ยารักษาโรคหัวใจ
  • คนที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี

เมโสหน้าใส กับมาเด้คอลลาเจนต่างกันอย่างไร ?

เมโสหน้าใส กับมาเด้คอลลาเจนต่างกันอย่างไร

เมโสหน้าใส : เป็นวิธีการฉีดสารบำรุงเข้าสู่ผิวชั้นกลางโดยตรง เพื่อให้ตัววิตามินที่ดูดซึมได้ยากจากการทา ออกฤทธิ์ไวขึ้น ซึ่งเมโสหน้าใสจะมีหลายยี่ห้อ มีคุณสมบัติและส่วนผสมต่างกันไป ยี่ห้อที่ได้รับความนิยม คือมาเด้คอลลาเจน

มาเด้คอลลาเจน : มาเด้คอลลาเจน คือ ชื่อยี่ห้อของตัวยาที่เอาไว้ฉีดเมโสหน้าใสครับ  เด่นในเรื่องลดสิว ลดผดผื่น ลดการอักเสบ และขับสารพิษ ปรับสมดุลให้ผิวแข็งแรง เปล่งปลั่ง ดูสุขภาพดี


ฉีดมาเด้คอลลาเจน 16 จุด VS ฉีดแบบสะกิด แบบไหนดีกว่ากัน ?

ฉีดมาเด้คอลลาเจน 16 จุด VS ฉีดแบบสะกิด

ฉีดมาเด้คอลลาเจนแบบสะกิด : จะเป็นการฉีดให้ตัวยากระจายเป็นจุดเล็ก ๆ ในผิวชั้นตื้น ตัวยาจึงออกฤทธิ์ได้น้อย เห็นผลช้า มีความเสี่ยงที่จะเกิดรอยช้ำแดง ถ้าไม่สะอาดพอก็อาจจะทำให้ติดเชื้อได้ครับ 

ฉีดมาเด้คอลลาเจน 16 จุด : เป็นเทคนิคที่ฉีดตัวยาเข้าไปตามจุดฝังเข็ม 16 จุดตามทิศทางของการไหลเวียนต่อมน้ำเหลือง ทำให้ตัวยาซึมเข้าสู่ชั้นผิวได้ดี ออกฤทธิ์นานและไว มีรอยช้ำและรอยแดงจากเข็มน้อย

สรุป ฉีดมาเด้คอลลาเจน 16 จุด VS ฉีดแบบสะกิด แบบไหนดีกว่ากัน ?

การฉีดมาเด้คอลลาเจน 16 จุด จะเห็นผลลัพธ์ดีและไวกว่าการฉีดสมัยก่อนที่ใช้การสะกิดทั่วใบหน้าครับ เทคนิคนี้จะทำให้เป็นแผลน้อยกว่า เจ็บน้อยกว่า ตัวยาออกฤทธิ์ได้ดีและยาวนานกว่า


มาเด้คอลลาเจนดีไหม ? เทียบกับยี่ห้ออื่น

จุดเด่นของมาเด้ คือช่วยขับสารพิษที่ตกค้างอยู่ในผิว ฟื้นฟูเซลล์ผิว ลดสิว ผดผื่น ผิวอักเสบ เหมาะสำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่าย ต้องการบำรุงผิวหน้าให้แข็งแรงขึ้น ถือเป็นสูตรตัวยาที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบันครับ

รวมยี่ห้อเมโสหน้าใส

 สำหรับเมโสหน้าใสยี่ห้อ ๆ อื่น จะมีจุดเด่น ดังนี้ครับ

  • Filorga / Revs  เด่นเรื่องบำรุงผิวกระจ่างใส ลดฝ้า เติมความชุ่มชื้นให้ผิวดูอิ่มน้ำ ช่วยบำรุงผิวแบบ premium เหมาะสำหรับคนที่มีผิวแห้งกร้าน ขาดการบำรุง 
  • Tensonez / Depigment  เด่นเรื่องลดปัญหาฝ้า กระ จุดด่างดำบนใบหน้า ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ เหมาะสำหรับคนที่มีผิวแห้งเสียจากแสงแดด ดูหมองคล้ำ
  • Alpha arbutin เน้นลดฝ้าโดยตรง
  • Neo Glutanex Glow  เด่นเรื่องบำรุงผิวชุ่มชื้น ปรับสีผิวขาวอมชมพู ลดริ้วรอยฝ้า กระ รอยสิว กระชับรูขุมขน เหมาะสำหรับคนที่มีผิวแห้งกร้าน ผิวขาดน้ำ ต้องการกระชับรูขุมขน มีรอยแดงสิว
  • Cytocare เด่นในเรื่องเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ผิวดูสุขภาพดี อิ่มน้ำ หรือฉีด Cytocare ใต้ตา เพื่อลดริ้วรอยใต้ตาเล็ก ๆ ที่เกิดจากผิวขาดน้ำ ไม่มีความยืดหยุ่น
  • Rejuran เป็น Skin booster ตัวดังจากเกาหลี เด่นเรื่องเสริมเกราะป้องกันผิว ฟื้นฟู skin barrier ให้แข็งแรงขึ้น กระชับรูขุมขน และช่วยบำรุงผิวดูอิ่มน้ำ ผิวฉ่ำวาว ผิวกระจก (glass skin) ผิวเด้ง แต่งหน้าติดทนขึ้น

หากคนไข้ต้องการแก้ปัญหาอย่างเห็นผลและตรงจุด ก่อนฉีดควรให้หมอประเมินสภาพผิว เพื่อจะได้เลือกสูตรเมโสหน้าใสที่เหมาะสมกับความต้องการครับ

ที่ V Square Clinic มีเมโสหน้าใสหลายสูตรเพื่อจะช่วยแก้ปัญหาผิวได้อย่างครอบคลุม ตรงตามความต้องการและปัญหาผิวที่คนไข้กังวล หมอจะตรวจประเมินใบหน้าคนไข้อย่างละเอียด และเลือกสูตรเมโสหน้าที่เหมาะสมสำหรับแต่ละเคสครับ


มาเด้คอลลาเจน ของแท้ของปลอมดูอย่างไร ?

วิธีตรวจสอบมาเด้คอลลาเจน ของแท้
  • มาเด้คอลลาเจนแท้ จะประกอบด้วย Made 2 cc และ Collagen 2 cc รวม 4 cc
  • มีบาร์โค้ดระบุชื่อคลินิกหรือบริษัทที่ซื้อ
  • มีสติกเกอร์ซีลที่ฝากล่องด้านข้าง (ต้องเปิดตามรอยปรุที่กลางกล่อง)

ข้อดีของการฉีดมาเด้คอลลาเจน

  • เป็นวิธีทำให้หน้าใสที่เห็นผลไวกว่าการทาครีม
  • สามารถช่วยบำรุงและฟื้นฟูผิวได้จากภายในสู่ภายนอก เพราะเป็นการฉีดด้วยเทคนิคฝังเข็ม 16 จุดร่วมกับหลักการของ Lymphatic Drainage
  • หลังฉีดมีโอกาสเกิดอาการแพ้ได้น้อย เพราะตัวยาสกัดมาจากธรรมชาติ ซึ่งสามารถพบได้ตามส่วนผสมของครีมบำรุง สกินแคร์ทั่วไป 
  • ช่วยลดสิว ผดผื่น ลดการอักเสบ ขับสารพิษ จึงเหมาะกับคนที่ต้องการฟื้นฟูผิว ให้สุขภาพดี ผิวแข็งแรงขึ้น
  • หลังฉีดมาเด้คอลลาเจน คนไข้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ไม่ต้องพักฟื้น แต่ควรเลี่ยงทำกิจกรรมกลางแดด เพื่อให้ผิวได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่

ข้อเสียของการฉีดมาเด้คอลลาเจน

  • ผลลัพธ์อยู่ไม่ถาวร เพราะตัวยาสามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ แนะนำให้ฉีดอาทิตย์ละครั้งใน 1 เดือนแรก และหลังจากนั้นฉีดทุก ๆ 2 อาทิตย์ เพื่อเห็นผลชัด และผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้น
  • มาเด้คอลลาเจนมีของปลอมเยอะ ก่อนฉีดควรตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเป็นของแท้หรือไม่ แนะนำให้ฉีดกับคลินิกที่ได้มาตรฐาน เพื่อเลี่ยงยาปลอมครับ

การเตรียมตัวก่อนฉีดมาเด้คอลลาเจน

การเตรียมตัวก่อนฉีดมาเด้คอลลาเจน ไม่ได้ยุ่งยากมากครับ หมอมีข้อแนะนำดังนี้

  • ศึกษาข้อมูลที่จำเป็น ทั้งการเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน การเลือกหมอ เทคนิคในการฉีดมาเด้ รวมไปถึงวิธีการสังเกตมาเด้คอลลาเจนแท้ เพื่อความปลอดภัยและมั่นใจว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดี คุ้มค่า
  • งดยาหรือวิตามินที่ส่งผลต่อการไหลเวียนเลือด เช่น แอสไพริน, NSAIDs, วิตามิน St. John’s Wort, ginkgo biloba, primrose oil, garlic, ginseng และ Vitamin E
  • หากมีโรคประจำตัวหรือยาที่ต้องรับประทานประจำควรแจ้งแพทย์ก่อนทำทุกครั้ง
  • งดดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่
  • ดูรีวิวจากผู้ใช้บริการจริงในคลินิกนั้น ๆ

วิธีดูแลตัวเองหลังฉีดมาเด้คอลลาเจน

วิธีดูแลตัวเองหลังฉีดมาเด้คอลลาเจน
  • ในช่วง 1-2 คืนแรก ไม่ควรกด นวดผิวบริเวณที่ฉีด made
  • งดทาครีม 1 คืน เพื่อหลีกเลี่ยงการอักเสบ เนื่องจากในครีมอาจจะมีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อผิวได้
  • ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวดูเปล่งปลั่ง กระจ่างใส สุขภาพดีจากภายใน
  • เลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแดดที่ร้อนจัด เพราะจะส่งผลต่อการระคายเคืองของผิว อาจทำให้เกิดรอยแดง โดยเฉพาะบริเวณรอยเข็มบริเวณที่ฉีด หากจำเป็นต้องออกแดดบ่อย ๆ ควรทาครีมกันแดดที่มี SPF 50 ขึ้นไป
  • ควรเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่ รวมถึงอาหารที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของตัวยา เช่น อาหารหมักดอง ของมัน ของทอด อาหารรสจัด
  • หากมีอาการปวด สามารถทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการได้ 

ฉีดมาเด้คอลลาเจนมีผลข้างเคียงไหม ?

มาเด้คอลลาเจน เป็นตัวยามีสกัดจากธรรมชาติที่ดีต่อผิว ปัจจุบันยังไม่พบผลข้างเคียงที่รุนแรงจากตัวยาครับ หลังฉีดอาจมีรอยนูนจากตัวยา หรือในบางเคสที่มีผิวบอบบาง ก็อาจจะมีอาการบวม รอยแดงจากเข็มเพียงเล็กน้อย เป็นอาการปกติ สามารถหายเองได้ใน 3-4 ชั่วโมงครับ

ฉีดมาเด้แล้วสิวขึ้น

ส่วนหลังฉีดมาเด้คอลลาเจน ผลข้างเคียงที่อันตราย เช่น มีผดผื่น สิวขึ้น ผิวหนังอักเสบ บวม แดง ผิวอ่อนแอไวต่อแสง มักจะมาจากการฉีดมาเด้คอลลาเจนปลอมที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ หลังฉีดในช่วงแรกอาจเห็นผลดี แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปผิวจะบางลง เกิดริ้วรอยง่ายขึ้น ผิวไวต่อแดด เกิดฝ้าและในกรณีร้ายแรงที่สุดอาจจะถึงขั้นเกิดมะเร็งผิวหนังได้ครับ


ฉีดมาเด้คอลลาเจนแล้วมีผลข้างเคียง ควรปฏิบัติตัวอย่างไร ?

  • หลังฉีดหากมีผลข้างเคียง เช่น มีรอยนูนจากตัวยา มีรอยแดง ช้ำ จากรอยเข็มบริเวณที่ฉีด สามารถประคบเย็นได้ตามคำแนะนำของแพทย์
  • แนะนำให้อยู่ในอากาศเย็น ๆ จะช่วยลดอาการบวมเข็มลงได้เร็วขึ้น

หากคนไข้มีผลข้างเคียงที่ผิดปกติ เช่น มีผื่นแดง มีผด คัน หรือมีก้อนบวมมากบริเวณรอยเข็ม สัมผัสแล้วเจ็บ หากมีอาการดังกล่าวควรรีบไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ประเมินอาการและรักษาตามความเหมาะสมครับ


มาเด้คอลลาเจนอยู่ได้นานไหม ?

ผลลัพธ์ของมาเด้คอลลาเจน สามารถอยู่ได้นานประมาณ 1-2 เดือน ขึ้นกับการดูแลผิวของแต่ละคน หากคนไข้ต้องการคงสภาพผิวไปเรื่อย ๆ ก็สามารถฉีดซ้ำได้ครับ 


ฉีดมาเด้คอลลาเจนเจ็บไหม ?

ฉีดมาเด้คอลลาเจน เจ็บเล็กน้อยครับ เป็นความเจ็บที่ทนได้ และจะรู้สึกแสบเล็กน้อยจากการเดินยา ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องกังวล หากกลัวเจ็บคนไข้สามารถขอแปะยาชาได้ และระหว่างฉีดจะมีการประคบน้ำแข็งเพื่อบรรเทาความเจ็บครับ


ฉีดมาเด้คอลลาเจนราคาเท่าไร ?

Made collagen ราคาโปรโมชั่น ที่ V square Clinic จะเริ่มต้นที่

  • มาเด้ คอลลาเจน

ครั้งละ 2,500.-
คอร์ส 5 ครั้ง 9,900.-

  • เมโสหน้าใส Filorga (Fillmed)

ครั้งละ 9,000.-
คอร์ส 5 ครั้ง 39,000.-

  • เมโสหน้าใส Revs

ครั้งละ 6,000.- 
คอร์ส 5 ครั้ง 25,000.-

  • เมโสหน้าใส Tensonez / Alpha arbutin/ Glutanex Glow

ครั้งละ 3,500.- 
คอร์ส 5 ครั้ง 15,000.-

ฉีดวิตามินผิว ราคาโปรโมชั่น

Landingpage_วิตามินผิว_2024_V.3

สูตร Skin Glow ขาวใส แบบธรรมชาติ เสริมสร้างภูมิต้านทาน ป้องกันแสงแดด ลดความหมองคล้ำ มีส่วนผสม Glutamine และ สูตร White Rediance

  • ครั้งละ 1,500.-
  • คอร์ส 5 ครั้ง 6,000.- จาก 7,500.-
  • เฉลี่ย 1,200.-/ครั้ง

สูตร White Rediance ขาวใส +10-20% ลดการทำงานเม็ดสี ป้องกันฝ้า  มีส่วนผสม Glutamine, NAC

  • ครั้งละ 2,500.-
  • คอร์ส 6 ครั้ง 9,900.- จาก 15,000.-
  • เฉลี่ย 1,650.-/ครั้ง

ฉีดมาเด้คอลลาเจนที่ไหนดี ?

ฉีดมาเด้คอลลาเจนที่ไหนดี โดยหมอแพร
  • แพทย์ที่มีประสบการณ์ ฉีดมาเด้ด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง ฉีดถูกชั้นผิว รวมถึงสามารถประเมินปัญหาผิว เลือกสูตรยาและคำนวณปริมาณยาที่ต้องใช้ได้อย่างเหมาะสม 
  • เลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน มีใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล ป้ายชื่อสถานพยาบาล และเลขที่ใบอนุญาต 11 หลัก
  • ใช้มาเด้คอลลาเจนของแท้ สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นมาเด้แท้หรือไม่ ตัวยาต้องผ่าน อย. รับรองอย่างถูกต้องครับ หรือขอให้หมอผสมยาต่อหน้าได้
  • มีช่องทางติดต่อ เบอร์โทรศัพท์ และช่องทางออนไลน์ต่างๆ เช่น Line@ หรือ Facebook สำหรับให้คนไข้สามารถสอบถามข้อสงสัยกับคุณหมอที่ทำเคสของตนเองโดยตรงได้อย่างสะดวก
  • มีรีวิวที่น่าเชื่อถือ เช่น pantip, facebook ที่คลินิกไม่สามารถลบข้อความได้ ว่ามีที่ผ่านมาเคยมีผู้ที่เข้ารับการฉีดมาเด้จากคุณหมอท่านนั้นมากน้อยเพียงใด และคำบอกเล่าประสบการณ์จากผู้ใช้บริการจริง
  • สามารถเข้าไปปรึกษาและตรวจประเมินอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจทำได้

มาเด้คอลลาเจนฉีดกี่ครั้งถึงเห็นผล ?

จริง ๆ มาเด้คอลลาเจนสามารถเห็นผลได้ตั้งแต่ครั้งแรกครับ โดยเฉพาะเรื่องความชุ่มชื้น ผิวจะดูฟูขึ้น แต่ถ้าในกรณีที่คนไข้มีปัญหาหน้าโทรม หมองคล้ำมาก ๆ อาจเห็นผลไม่ชัดเจนในครั้งแรก หมอแนะนำให้ฉีดอาทิตย์ละครั้งใน 1 เดือนแรก และหลังจากนั้นฉีดทุก ๆ 2-3 อาทิตย์ เพื่อเห็นผลชัด และผลลัพธ์อยู่ได้นานขึ้นหลังจากนั้นสามารถเว้นระยะเวลาให้นานขึ้นได้ ตามความเหมาะสมของสภาพผิวแต่ละคนครับ


หลังฉีดมาเด้คอลลาเจน กี่วันเห็นผล ?

หลังฉีดมาเด้คอลลาเจน จะเริ่มเห็นผลประมาณ 3 วัน เห็นผลเต็มที่ใน 7-14 วัน ส่วนในคนที่มีปัญหาผิวมาก ๆ ก็อาจจะใช้ระยะเวลา 4-5 สัปดาห์ ระหว่างนี้หมอแนะนำให้คนไข้บำรุงผิวหน้าควบคู่ไปด้วย เพื่อเป็นการ Maintain ให้ผิวแข็งแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ทา moisturizer ที่มีเทคโนโลยีเสริมชั้นผิว (MVE, MLE) หรือมีส่วนผสมของเซราไมด์ (Ceramide) และควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 50 ขึ้นไป เพื่อป้องกันการทำร้ายผิวจากแสงแดดในระยะยาว


ถ้าฉีดมาเด้คอลลาเจนไม่ต่อเนื่องจะเป็นอย่างไร ?

มีคนไข้หลายคนครับที่กังวลว่าถ้าไม่ได้ฉีดมาเด้ต่อเนื่องกันแล้วผิวจะกลับไปสภาพเดิมหรือแย่กว่าเดิม หมอต้องอธิบายอย่างนี้ครับ แม้การฉีดมาเด้คอลลาเจนจะไม่ได้ให้ผลลัพธ์ถาวรก็จริง แต่ผิวที่ได้รับการบำรุงไปแล้วจะแข็งแรง และดูสุขภาพดีขึ้น จึงช่วยลดการเสื่อมสภาพของผิวที่เกิดจากแสงแดดและมลภาวะได้ในทางอ้อม ผิวจึงไม่ได้ดูแย่ไปจากเดิม แต่ก็ไม่ได้ดีเท่าตอนฉีดครับ

ดังนั้นหากคนไข้ต้องการผลลัพธ์ที่ดี ควรกลับมาฉีดซ้ำอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของหมอ และควรบำรุงผิว ดูแลตัวเองไปด้วย ผลลัพธ์ก็จะอยู่ได้นานขึ้นครับ


รีวิวการฉีดมาเด้คอลลาเจน

มาเด้คอลลาเจนรีวิว

รีวิว Made Collagen และ LLD Fat คุณโบ้ท By V Square Clinic
มาเด้คอลลาเจนรีวิว โดย หมอแอน
มาเด้คอลลาเจนรีวิว โดย หมอแพน
มาเด้คอลลาเจนรีวิว
มาเด้คอลลาเจนรีวิว โดย หมอปุ๋ย
มาเด้คอลลาเจนรีวิว โดย หมอต้น
มาเด้คอลลาเจนรีวิว โดย หมอแอน
มาเด้คอลลาเจนรีวิว โดย หมอโต้ง
มาเด้คอลลาเจนรีวิว

สรุป

การฉีดมาเด้คอลลาเจน ถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยบำรุงผิวให้สุขภาพดีได้อย่างเห็นผล เพราะเป็นการฉีดตัวยาเข้าสู่ชั้นผิวโดยตรง ทำให้ตัวยาออกฤทธิ์ไว เข้าแก้ปัญหาผิวได้อย่างตรงจุด อีกทั้งมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก ถ้าเทียบกับครีมราคาแพงแล้ว การฉีดมาเด้คอลลาเจน ถือว่ามีความคุ้มค่าและเห็นผลลัพธ์ได้เร็วกว่าครับ

เพื่อผลลัพธ์ที่ดี คุ้มค่า ควรศึกษาข้อมูลและเลือกคลินิกที่น่าเชื่อถือ ทำโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์เท่านั้น ห้ามฉีดกับหมอกระเป๋าเด็ดขาด และควรให้คลินิกผสมตัวยาให้ดูต่อหน้า เพื่อให้มั่นใจว่ายาที่ฉีดให้เรานั้นเป็นยาแท้ที่มีคุณภาพจริง ๆ


สำหรับผู้อ่านทุกท่านที่มีข้อสงสัยเพิ่มเติม ทีมแพทย์ V Square Clinic ทุกคนยินดีให้คำปรึกษาฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือสามารถปรึกษาหมอทาง inbox facebook หรือ Line นี้ได้เลยครับ หมอตอบเองครับ

Banner_Web_หมอให้คำปรึกษา_หมอ40คน